มะตูม
มะตูม ชื่อสามัญ : Beal
มะตูม ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aegle marmelos (L.) Corrêa
จัดอยู่ในวงศ์ : ส้ม (RUTACEAE)
สมุนไพรมะตูม มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า : มะปิน (ภาคเหนือ), ตูม ตุ่มตัง กะทันตาเถร (ภาคใต้) เป็นต้น

ถิ่นกำเนิดมะตูม
มะตูมเป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย เป็นพันธุ์ไม้มงคลประจำจังหวัดชัยนาทและยังถือว่าเป็นพันธุ์ไม้มงคลของศาสนาฮินดูที่นิยมปลูกในบ้านเราอีกด้วย โดยถือเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของพระศิวะ ส่วนบ้านเรานั้นมีความเชื่อว่าใบมะตูมสามารถนำมาใช้ป้องกันภูตผีปีศาจ เสนียดจัญไรได้ และมะตูมยังจัดว่าเป็นทั้งผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพและเป็นยาสมุนไพรที่เรารู้จักมาเนิ่นนาน เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยกินน้ำมะตูมกันมาบ้างแล้วล่ะ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ถึงสรรพคุณของมะตูมหรือประโยชน์ของมะตูม งั้นเรามาดูกันดีกว่าจ้า

ประโยชน์และสรรพคุณมะตูม
- ช่วยขับลม
- ช่วยรักษาอาการท้องเสีย
- ช่วยลดไข้
- แก้อักเสบ
- ช่วยลดอาการตาบวม
- แก้หลอดลมอักเสบ
- แก้บวม
- แก้หวัด
- แก้ผดผื่นคัน
- แก้ตาอักเสบ
- ช่วยควบควบคุมน้ำตาลในเลือด
- ช่วยเจริญอาหาร
- ช่วยรักษาลำไส้อักเสบ
- แก้ท้องเดิน
- ช่วยแก้ท้องอืด
- แก้ไอ
- ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี
- แก้ไข้ทรพิษ
- ช่วยขับเสมหะ
- ช่วยแก้ปวดฝี
- ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน
- แก้ท้องเสีย
- ใช่เป็นยาระบาย
- ช่วยบำรุงระบบลำไส้
- ช่วยบำรุงสมอง
- ช่วยรักษาอัลไซล์เมอร์
- ช่วยลดอาการจุกเสียดแน่นท้อง
- ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
- ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร
- ช่วยบำรุงร่างกาย
- ช่วยบำรุงหัวใจ
- ช่วยบำรุงผิว
- ช่วยป้องกันมะเร็ง
- ช่วยขับพยาธิ
- ช่วยรักษาไข้มาลาเลีย
- ใช้สมานแผลให้แผลแห้งเร็ว
- แก้ปัสสาวะเป็นเลือด
- ช่วยขับนิ่วในกระเพราะปัสสาวะ
- รักษาโรคกระเพาะ
- ช่วยในการลดอาการตกเลือดสำหรับสตรีหลังคลอดบุตรได้
- ช่วยบำรุงร่างกาย
- แก้พิษฝี
- ช่วยรักษาน้ำดี

- ใบมะตูมยังนิยมมาใช้ในพิธีมงคลต่างๆ เช่น งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแด่พระมหากษัตริย์ของประเทศไทย เป็นต้น ผลสุกของมะตูม ยังสามารถนำมาทำเป็นขนมหวานเชื่อม มีกลิ่นหอม อร่อย และมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอีกด้วย
ลักษณะทั่วไปของมะตูม

ลำต้น
มะตูมเป็นยืนไม้ต้น เนื้อแข็ง และกิ่งมีหนามขนาดใหญ่ แข็ง ตรง ผลัดใบ ความสูงประมาณ 10-15 เมตร และบางพื้นที่ที่อุดมสมบรูณ์อาจจะสูงถึง 15-25 เมตร เนื้อไม้มีกลิ่นหอม

ใบ
ใบมะตูมมีสีเขียวเงามัน มีความยาวประมาณยาว 3-5 เซนติเมตร ใบย่อย 3 ใบ ลักษณะเป็นรูปไข่ ใบย่อยตรงกลางมีขนาดใหญ่สุด ใบกว้างประมาณ 3-8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4-10 เซนติเมตร ใบด้านข้างทั้งสองกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3-10 เซนติเมตร

ดอก
ดอกมะตูมมีสีขาวอมเขียว และมีกลิ่นหอม เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกมีขนาดเล็กออกเป็นช่อตามซอกใบ และปลายกิ่งจะออกดอกในช่วงเดือนมีนาคม ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม

ผล
ผลมะตูมรูปรีกลม หรือ รียาว ขนาดกว้าง 8-12 เซนติเมตร และบางพื้นทางที่อาจจะมีขนาดถึง10-15 เซนติเมตร เลยทีเดียว มีเปลือกมีลักษณะเรียบ เป็นมัน เปลือกหนา และแข็งมาก ผลมะตูมแก่ มีสีเขียวอมเหลือง ผลมะตูม มีสีส้ม รสหวาน มีกลิ่มหอม มียางเหนียวๆ สีส้ม และมีเมล็ดจำนวนมากข้างใน

การขยายพันธุ์มะตูม
ต้นมะตูมสามารถเจริญเติบโต ได้ในสภาพดินทุกชนิด แค่ให้มีความชุ่มชื้น น้ำไม่ขัง สามารถปลูกได้ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ต้นมะตูมสามารถขยายพันธ์โดยการเพาะเมล็ดในถุงพลาสติก รอจนต้นแข็งแรงจึงเอาไปปลูกในหลุม ควรมีระยะปลูกที่ห่างกัน 4X6 เมตร ต้นมะตูม จะออกลูกต่อเมื่อมีอายุ 3 ปีขึ้น เป็นไม้ปลูกกลางแจ้ง และทนต่อสความร้อนได้ดี เป็นไม้ผลที่มีระบบรากแข็งแรง ใน 1 ต้น อาจมีรากแก้ว 1-3 ราก ทำให้เติบโตได้เร็ว สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ ต้นมะตูมจะผลิดอกประมาณช่วงเดือนมีนาคม ก่อนออกดอก ใบมักร่วงหมด พอแตกใบใหม่ ผลมะตูม มักสุกแก่ประมาณช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี

องค์ประกอบทางเคมี
สารเคมีในผลมะตูมพบสารที่มีลักษณะเมือก เคติน แทนนิน ต้นมะตูมมีสาร furocoumarins รวมถึง xanthotoxol และเมทิลเอสเตอร์ของ alloimperatorin เช่นเดียวกับ flavonoids, รูติน และมาร์ซิน มีน้ำมันหอมระเหยจำนวนหนึ่งรวมอยู่ด้วย และมีสารอัลคาลอยด์มีอยู่ในองค์ประกอบ, á-fargarine (= allocryptopine), O-isopentenylhalfordinol, O-methylhafordinol Aegeline (N- [2-hydroxy-2 (4-methoxyphenyl) ethyl] -3-phenyl-2-propenamide) เป็นส่วนประกอบที่สามารถสกัดได้จากใบมะตูม

การศึกษาทางเภสัชของมะตูม
- ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด และฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน
- จากการทดสอบสรุปว่าปฏิกิริยาออกซิเดชัน ในหนูขาวเพศผู้ ของสารสกัดจากใบมะตูม มีการกระตุ้นให้หนูเป็นเบาหวานด้วยการให้สาร alloxan จากนั้นป้อนสารสกัดใบมะตูมในขนาด 500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมทุกวัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์ วัดระดับน้ำตาลกลูโคส และระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ ในเม็ดเลือดแดง ผลการทดสอบพบว่าระดับกลูโคสในเลือดของหนูที่เป็นเบาหวาน และหนูที่เป็นเบาหวานที่ได้รับสารสกัดพืช เท่ากับ 156.875±49.637และ 96.111±15.568mg/dl (p=0.003) ตามลำดับ ปริมาณสาร MDA เท่ากับ 20.973±4.233 และ16.228±2.683 nmol/gm Hb(p=0.01) ตามลำดับ, ระดับเอนไซม์ GSH เท่ากับ 6.766±1.406 และ 14.861±4.946 mg/gm Hb(p=0.0005) ตามลำดับ, ระดับเอนไซม์ GST เท่ากับ18.420±2.046 และ 13.382±1.166µmol/min/dL(p<0.0001) สารสกัดจากใบมะตูม ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของหนูลดลง และพบว่าระดับเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มขึ้น) สารประกอบเชิงซ้อนกับเหล็กของสมุนไพรยังช่วยลด ภาวะ oxidative stress เนื่องจากเหล็กอิสระที่มีอยู่ทั่ว ร่างกายสามารถทำให้เกิดอนุมูลอิสระ คือ อนุมูลไฮดรอกซิล (OH• ) จากซูเปอร์ออกไซด์ (O2 •- ) และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide, H2O2) ในปฎิกิริยา Fenton จึงทำให้เกิดภาวะ oxidative stress

การศึกษาทางพิษทยาของมะตูม
จากการวิจัยทำให้รู้ว่าสารสกัดจากใบมะตูมทำให้ความผิดปกติในร่างกายสัตว์ที่เกิดจาก streptozotocin ของตับอ่อน เป็นการเพิ่มอินซูลีน ในเลือดของหนู จากการวิจัยด้านพิษทยาต่อว่า เอามะตูมมาสกัดด้วยแอลกอฮอล์ 50 เปอร์เซ็นต์ แล้วฉีดเข้าทางผิวหนังของหนูในสัดส่วนปริมาณ 10 กรัมต่อ 1 กิโลกรัมของน้ำหนักตัวหนูที่นำมาทดลอง ซึ่งไม่พบอาการพิษใดๆ
สรุป ส่วนที่มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด คือ ในส่วนของใบมะตูม และน้ำมะตูมสามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรได้

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
- ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำ และผู้ป่วยเบาหวานที่คุมน้ำตาลได้ดีอยู่แล้ว จากการกินยาลดน้ำตาลในเลือด
- ไม่ควรใช้ในผู้ที่กำลังวางแผนจะมีบุตรทั้งเพศชาย และหญิง
- ผู้ที่จะได้รับการผ่าตัดไม่ควรรับประทานเนื่องจากจะทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำ
- สตรีมีครรภ์ และผู้ที่ให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
ที่มา: disthai.com



