ไมยราบ งานวิจัยและสรรพคุณ 29 ข้อ
ชื่อสมุนไพร : ไมยราบ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น : หญ้าจิยอบ, หญ้าปันยอด, หญ้าขี้ยอบ (ภาคเหนือ), กะหงับ, หงับพระพาย (ภาคใต้, ชุมพร), ระงับ (ภาคกลาง), กระทืบยอด, หนามหญ้าราบ (จันทบุรี), ก้านของ (โคราช)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mimosa pudica Linn.
ชื่อสามัญ : Sensitive plant, Sleeping grass, Action plant, Touch-me-not
วงศ์ : FABACEAE – MIMOSOIDEAE

ถิ่นกำเนิดไมยราบ
ไมยราบมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ รวมถึงบางส่วนในอเมริกากลาง แล้วมีการกระจายพันธุ์ไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วโลก อาทิเช่น แอฟริกา เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย รวมถึงในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ไมยราบ ถูกจัดให้เป็นวัชพืช “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน” ในหลายๆ ประเทศ สำหรับในประเทศไทย สามารถพบไมยราบได้ทั่วทุกภาคของประเทศส่วนใหญ่จะพบบริเวณข้างทาง หรือ ที่รกร้างทั่วไปรวมถึงในป่าตามภูมิภาคต่างๆ

ประโยชน์และสรรพคุณไมยราบ
- ใช้ขับปัสสาวะ
- แก้ไตพิการ
- แก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ
- ขับระดูขาว
- แก้ไข้ออกหัด
- แก้กระเพาะอาหารอักเสบ
- แก้ลำไส้อักเสบ
- แก้เด็กเป็นตานขโมย
- แก้ผื่นคัน
- แก้ตาบวมเจ็บ
- ช่วยลดคอเลสตอรอล
- ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
- ใช้คลายเครียด
- แก้เบาหวาน
- แก้แผลมีหนอง
- ใช้แก้เริม
- แก้งูสวัด
- โรคพุพอง
- โรคไฟลามทุ่ง
- ใช้แก้ไอ
- ขับเสมหะ
- แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง
- บำรุงกระเพาะอาหาร
- ทำให้ตาสว่าง
- ช่วยระงับประสาท
- แก้บิด
- รักษาอาการปวดประจำเดือน
- แก้นิ่ว
- แก้ริดสีดวงทวาร
ความจริงแล้วประโยชน์ของไมยราบ เพียงอย่างเดียว คือ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการปลูกเพื่อใช้คลุมหน้าดินได้

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ไมยราบ
- ลดคอเลสตอรอล น้ำตาลในเลือด คลายเครียด : ใช้ทุกส่วนมาหั่นแล้วคั่วไฟอ่อนๆ นำไปชงชาดื่ม
- แก้เบาหวาน : นำไมยราบทั้งต้น ผสมกับต้นครอบฟันสี เอาอย่างละเท่าๆ กัน หั่นให้เป็นฝอย ตากแดดให้แห้ง คั่วไฟอ่อนๆ ต้มน้ำดื่มหรือชงชา หรือ ใช้ช่วยรักษาโรคกษัยโดยการนำไมยราบทั้งต้น มาสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาตากจนแห้งสนิท และนำมาต้มกินต่างน้ำ
- แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ : บวม นำไมยราบ ทั้งห้า มาต้มดื่ม
- แก้งูสวัดและเริม : ตำให้ละเอียดผสมเหล้า แล้วคั้นเอาน้ำ ทาวันละ 3-4 ครั้ง
- แก้อาการลมพิษ : ใช้ต้นไมยราบ ตำผสมเหล้าโรง ทาบริเวณที่เป็นลมพิษ
- แก้แผลมีหนอง : นำใบมาตำใส่ข้าวสุก เกลือ 1 เม็ด พิมเสน 2-5 เกล็ด ดำให้ละเอียด พอกแผลที่มีหนอง พอกหัวฝี
- แก้แมลงสัตว์กัดต่อย : นำใบมาขยี้แล้วแปะตรงที่มีอาการ
- แก้ตกขาว : ใช้ไมยราบ กับหญ้าหวาดหลุบ นำทั้งสองอย่างนี้มาต้มดื่ม และต้มอาบ

ลักษณะทั่วไปของไมยราบ
ไมยราบ จัดเป็นไม้ล้มลุกฤดูเดียว หรือ หลายฤดู ลำต้น เล็กเรียวเลื้อยทอดไปบนพื้นดิน ลำต้นสีเขียวแกมม่วง หรือ สีม่วงแดง ผิวลำต้นมีหนาม ปลายหนามโค้งเล็กน้อย หนามยาว 2-3 มิลลิเมตร ลำต้นอ่อนมีขนขึ้นปกคลุม ใบ ใบประกอบเรียงตัวแบบสลับแบบขนนก 2 ชั้น โคนก้านใบมีหูใบ 2 อัน แกนกลางของก้านใบยาว 2.5-5 เซนติเมตร ส่วนก้านใบย่อยเรียงตัวแบบตรงข้ามจำนวน 8-16 คู่ ใบย่อยไวต่อการสัมผัส เมื่อมีวัตถุมากระทบจะหุบใบทันที ผิวท้องใบมีขนปกคลุม ผิวหลังใบเรียบ ใบย่อยขนาด 1-2 × 3-13 มิลลิเมตร

ดอกออกเป็นช่อกลมสีชมพู เป็นดอกเดี่ยว หรือ ดอกคู่ ออกที่บริเวณซอกใบ ก้านดอกมีความยาวประมาณ 2.5-4 เซนติเมตร ดอกมีจำนวนมาก ไร้ก้าน มีกลีบเลี้ยงขนาดเล็กมาก ประมาณ 0.1 มิลลิเมตร กลีบดอกจะคล้ายกับรูประฆังแคบ มีความยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร กลีบดอกจะมนกลม มีความยาวประมาณ 0.5-0.8 มิลลิเมตร มีเกสรตัวผู้อยู่ 4 อัน และมีรังไข่ยาวประมาณ 0.5 มิลลิกรัม
ผลมีลักษณะเป็นฝักแห้ง แบน ยาวเรียว ฝักมีหลายฝักในแต่ละช่อดอก ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ตรง และยาวประมาณ 1.5-1.8 เซนติเมตร มีขนแข็งปกคลุมตามสันขอบผล ส่วนเมล็ดมีสีน้ำตาลอ่อน เมล็ดแบนเป็นสันนูนตรงกลาง หนึ่งผลมีเมล็ดประมาณ 2-5 เมล็ด

การขยายพันธุ์ไมยราบ
ไมยราบสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด แต่เนื่องจากถูกจัดให้เป็นวัชพืช และตัวของไมยราบ เองก็มีหนามทำให้ยากต่อการกำจัด จึงทำให้ปัจจุบันไม่มีการปลูกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ แต่อย่างใดส่วนการขยายพันธุ์ที่พบส่วนมากจะเป็นการขยายพันธุ์โดยธรรมชาติเอง ซึ่งไมยราบเป็นพืชที่ขึ้นง่าย ทนแล้ง และสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว สามารถขึ้นได้ทุกสภาพดิน และสภาพอากาศ
การศึกษาทางเภสัชวิทยาของไมยราบ
- ฤทธิ์ต้านพิษงูเห่าสารสกัดน้ำจากรากไมยราบ (Mimosa pudica Linn.) แสดงฤทธิ์ต้านพิษงูเห่า เมื่อทดลองด้วยวิธี การหาขนาดพิษงูเห่าที่ทำให้หนูถีบจักรตายจำนวนครึ่งหนึ่ง (LD50) ศึกษาความเป็นพิษต่อกล้ามเนื้อโดยวัดการทำงานของเอนไซม์ครีอะทีน ฟอสโฟไคเนส (creatine phosphokinase, CPK) และวัดการทำงานของเอนไซม์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อความเป็นพิษของพิษงูเห่า เมื่อบ่ม (incubate)สารสกัดไมยราบ กับพิษงูเห่าที่ 37 องศาเซลเซียส นาน 60 นาที แล้วฉีดเข้าเส้นเลือดดำที่หางหนูมีผลเพิ่มขนาดพิษงูเห่าที่ทำให้หนูตายครึ่งหนึ่ง (LD50) ประมาณ 3 เท่า เมื่อบ่มสารสกัดกับพิษงูเห่าที่ 37 องศาเซลเซียส นาน 60 นาที แล้วฉีดเข้ากล้ามเนื้อขาหนูพบว่ามีผลป้องกันพิษงูเห่าที่เพิ่มระดับเอนไซม์ CPK ในพลาสมา เมื่อบ่มสารสกัดกับพิษงูเห่าที่ 37 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที แล้วนำไปวัดค่าการทำงานของเอนไซม์ชนิดต่างๆ ที่ส่งผลต่อความเป็นพิษของพิษงูเห่าพบว่ามีผลยับยั้งฤทธิ์ของเอนไซม์โปรทีเอส (protease), ฟอสโฟไลเปสเอ 2 (phospholpase A2) และอะเซทิลโคลีนเอสเตอเรส (acetylcholin esterase)
- สารสกัดด้วยเอทานอลจากใบ มีฤทธิ์แก้ปวดต้านการอักเสบ และยังมีรายงานการศึกษาวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับฤทธิ์ลดการอักเสบ คือ มีการศึกษาในคนทั้งเพศชาย-หญิง โดยให้รับประทานยาตำรับซึ่งมีสารสกัดใบไมยราบ หรือ สวนทางทวารหนักพบว่าสามารถลดการอักเสบได้ สารสกัดด้วยน้ำจากใบมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ สารสกัดเอทานอลจากทั้งต้นมีฤทธิ์ลดไขมัน สารสกัดจากราก และส่วนเหนือดินด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ คลอโรฟอร์ม และเมธานอล มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
- นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาอื่นๆ อีกเช่น ฤทธิ์ปกป้องตับ สารสกัดเมทานอลจากรากไมยราบ ขนาด 400 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สามารถป้องกันพิษต่อตับได้จากค่าการทำงานของตับ ได้แก่ SGOT, SGPT และบิลิรูบินในซีรั่ม ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) เมื่อเทียบกับ Silymarin ส่วนสารสกัดด้วยเมทานอลจากใบมีฤทธิ์ปกป้องกันพิษต่อตับได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ซึ่งเห็นได้จากแนวโน้ม Activity ของเอนไซม์ในซีรั่มเมื่อเทียบกับ Silymarin ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด สารสกัดด้วยน้ำจากใบไมยราบ ขนาด 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สามารถลดระดับน้ำตาลในหนูปกติได้ดีที่กว่ายา Glibenclamide อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05 และ p≤0.01) ส่วนในหนูเบาหวานสารสกัดไมยราบ ขนาด 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ใกล้เคียงกับ lnsulin และสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีกว่ายา Glibenclamide ในชั่วโมงที่ 3 และ 4 ของการทดลองได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05 และ p≤0.01) และสารสกัดด้วยเอทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดในหนูเบาหวาน โดยการฉีดเข้าทางช่องท้อง ขนาด 600 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) โดยมีค่าใกล้เคียงกับหนูเบาหวานที่ได้รับยา Metformin ส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลจากใบขนาด 250 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มีฤทธิ์ในการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดของหนูถีบจักรปกติ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) และสารสกัดจากต้นโมยราบยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียในระบบทางเดินอาหาร เช่น Escherichia coli, Bacillus cereus and Pseudomonas aeruginosa

การศึกษาทางพิษวิทยาของไมยราบ
- สารสกัดทั้งต้นด้วยเอทานอล : น้ำ เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าเท่ากับ 1 ก./กก

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
- ไม่ควรใช้ในสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตร
- ไม่ควรใช้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี
- ไม่ควรรับประทานต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเพราะจะออกฤทธิ์ต่อสมองส่วนกลาง
- ในการใช้ไมยราบ เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคตามตำรายาต่างๆ ควรใช้ในปริมาณที่พอดีตามที่ตำรับตำรายากำหนดไว้ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไปหรือใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินไปเพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือ ผู้ป่วยที่ต้องรับการรับประทานยาต่อเนื่อง หากต้องการใช้ไมยราบในการช่วยรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ
ที่มา:disthai.com



