กระวาน งานวิจัยและสรรพคุณ 20 ข้อ
ชื่อสมุนไพร : กระวาน
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น : กระวานไทย, กระวานดำ, กระวานขาว, กระวานจันทร์, กระวานโพธิสัตว์, กระวานแดง (ภาคกลาง, ภาคตะวันออก), ข่าโคก, ข่าโค่ม, หมากเนิ้ง (ภาคอีสาน), หมะอี้ (ภาคเหนือ), ปลาก้อ (ปัตตานี)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amomum krervanh Pierre ex Gagnep.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ : Amomum verum Blackw.
ชื่อสามัญ : Camphor seed, Round Siam, Siam cardamom, Clustered cardamom
วงศ์ : ZINGIBERACEAE

ถิ่นกำเนิดกระวาน
กระวาน จัดเป็นเครื่องเทศที่มีราคาแพงรองลงมาจากวนิลา กระวานที่ซื้อขายในตลาดโลกตั้งแต่อดีตแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
- กระวานแท้ หรือ กระวานเทศ (Elettaria cardamomum) ผลมีลักษณะ แบนรี ปลูกมากในอินเดีย กัวเตมาลา ศรีลังกา และแทนซาเนีย
- กระวานไทย (Amomum krevanh) ผลมีลักษณะกลม ปลูกมากใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย และในหมู่เกาะอินเดียตะวันตก ส่วนในประเทศไทยนั้นมีหลักฐานยืนยันว่าประเทศไทยมีแหล่งกำเนิดกระวานไทย 2 แหล่ง ได้แก่ บนภูเขาสูงในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด โดยเฉพาะบริเวณเขาสอยดาวและป่าเขาระนาบ จังหวัดจันทบุรี เรียกว่า กระวานจันทบุรี ซึ่งคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งกระวานจันทบุรีสามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม และกระวาน จากภาคใต้ เช่น สงขลา, สุราษฎร์ธานี, ปัตตานี, ตรังยะลา, นราธิวาส แต่คุณภาพต่ำกว่ากระวานจันทบุรี กระวานจัดเป็นเครื่องเทศส่งออกที่ทำรายได้แก่ประเทศปีละนับล้านบาท ตลาดต่างประเทศที่สำคัญของกระวานไทย ได้แก่ สาธารณรัฐประชาชนจีน และฮ่องกง ทั้งนี้ในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะกระวานไทย (Amomum krervanh Pierre ex Gagnep.) ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในไทยเท่านั้น

ประโยชน์และสรรพคุณกระวาน
- แก้อาหารท้องอืด ท้องเฟ้อ
- ช่วยขับลม
- แก้แน่นจุกเสียด
- บำรุงธาตุ แก้ธาตุไม่ปกติ
- บำรุงกำลัง
- ช่วยขับโลหิต
- แก้ลมในอกให้ปิดธาตุ
- แก้ลมเสมหะให้ปิดธาตุ
- แก้ลมในลำไส้
- ช่วยให้เจริญอาหาร
- รักษาโรครำมะนาด
- แก้ลมสันนิบาต
- แก้สะอึก
- แก้อัมพาต
- รักษาอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
- รักษาโรคผิวหนัง
- บำรุงโลหิต
- แก้ไข้เซื่องซึม
- บำรุงน้ำดี
- แก้พิษตานซาง

รูปแบบและขนาดวิธีใช้
- ใช้ขับลม แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด และปวดท้องใช้ผลกระวาน แก่จัดประมาณ 6-10 ผล (0.6-2 กรัม) ตากแห้งบดเป็นผง รับประทาน ครั้งละ 1-3 ช้อนชา โดยนำไปต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือครึ่งถ้วยแก้ว รับประทานครั้งเดียว
- หรือ นำไปชงกับน้ำอุ่นดื่ม ผลกระวาน ใช้ผสมมะขามแขก เพื่อบรรเทาอาการไซ้ท้อง (คลื่นเหียนอาเจียน)
- วิธีการใช้ผลกระวานรักษาอาการแน่น จุกเสียด ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข เอาผลแก่จัดมาตากแห้ง แล้วบดให้เป็นผง รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชาครึ่ง โดยชงกับน้ำอุ่น

ลักษณะทั่วไปของกระวาน
กระวานจัดเป็นไม้ล้มลุกมีเหง้าเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว แบ่งลำต้นออกเป็น 2 ส่วน คือ ลำต้นจริง คือ ส่วนที่เป็นหัวอยู่ใต้ดิน แบ่งออกเป็นแง่งหลายแง่งรวมกันเรียกว่า เหง้า หัวมีลักษณะทรงกลม แตกแง่งเป็นหัวใหม่เชื่อมติดกัน คล้ายกับเหง้าข่า เปลือกหัวปกคลุมด้วยแผ่นเป็นชั้นๆ สีน้ำตาล เนื้อหัวมีสีครีมหรือสีเหลือง มีเสี้ยนจำนวนมาก ลำต้นเทียมลำต้นเทียมเป็นส่วนที่เจริญจากตาหัวของแต่ละหัว หรือ แต่ละแง่ง แทงโผล่ขึ้นเหนือดิน สูงได้ถึง 2 เมตร

ลำต้นเทียมมีลักษณะทรงกลม สีเขียวเข้ม คล้ายกับลำต้นข่า แต่ใหญ่ และสูงกว่า ด้านในมีลักษณะเป็นเส้นใย สูงขึ้นมาเป็นส่วนของกาบใบที่หุ้มลำต้นใบ กระวาน แทงออกเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับข้างกันตามความสูงของลำต้น กาบใบหุ้มแกนลำต้น มีก้านใบ ยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ก้านใบ และแผ่นใบโค้งลงด้านล่าง แผ่นใบมีรูปขอบขนาน หรือ เรียวยาว ยาวประมาณ 15-25 เซนติเมตร โคนใบสอบแคบ ปลายใบแหลม แผ่นใบเรียบ แต่เหนียว มีสีเขียวเข้ม ขอบใบเรียบ และเป็นคลื่น หรือ โค้งงอเล็กน้อย แผ่นใบมีเส้นกลางใบสีเขียวอมขาวขนาดใหญ่ และมองเห็นชัดเจน ส่วนเส้นแขนงใบมองเห็นไม่ชัดเจน แต่มีลักษณะเป็นเส้นทอดยาวตามแนวยาวของใบ

ดอกกระวานออกเป็นช่อ แทงขึ้นจากเหง้า หรือ แง่งหัว ตัวดอกหลักมีลักษณะรียาว ประกอบด้วยดอกย่อยเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ ระหว่างดอกย่อยจะมีใบประดับแทรกกั้น ดอกย่อยมีกลีบดอกสีเหลือง ก้านดอกเป็นหลอดแคบ

ผลกระวานออกรวมกันเป็นกลุ่มผลช่อผล แต่ละช่อมีผล 10-20 ผล ผลมีลักษณะเกือบทรงกลม ขนาดประมาณ 10-12 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 10-15 มิลลิเมตร ขั้วผลทั้ง 2 ด้าน มีลักษณะเป็นจุก เปลือกผลดิบมีสีเขียวอมขาว มีขนปกคลุม เมื่อแห้งมีสีครีม หรือ สีขาวนวล แบ่งออกเป็น 3 พูใหญ่ แต่ละพลูแตกออกเป็น 2 พลูเล็ก รวมทั้งหมด 6 พลู เมื่อแห้งจะปริแตกออกตามแนวร่อง ทั้งนี้ ผลกระวานจะเริ่มแก่ และแห้งจากโคนช่อสู่ปลายช่อ เมล็ดกระวานอยู่ถัดจากเปลือกผล มี 9-18 เมล็ด เมล็ดอ่อนมีสีขาว เมื่อแก่ หรือ ผลแห้งจะเปลี่ยนมีสีดำ แต่ละเมล็ดเกาะติดกัน แต่ละเมล็ดมีลักษณะสามเหลี่ยม มีเยื่อหุ้มผลบางๆ เมล็ดมีรสเผ็ด และมีกลิ่นหอมฉุนคล้ายการบูร

การขยายพันธุ์กระวาน
การขยายพันธุ์กระวาน มี 2 วิธี คือ
- ขยายพันธุ์โดยใช้เหง้า : แยกเหง้าจากกอแม่ที่มีอายุ 18 เดือน ถึง 2 ปี เหง้าที่แยกออกมาควรมีหน่อติดมาด้วย 2-3 หน่อ มีความสูงประมาณ 1-2 ฟุต ไม่ควรตัดยอดออก เพราะจะทำให้เปอร์เซ็นต์การตายสูง ถ้าต้องการปลูกจำนวนไม่มากนัก การแยกหน่อเป็นวิธีที่ง่ายและสะดวก แต่ต้นพันธุ์จากการแยกหน่อจากแปลง ไม่ควรห้างไกลการขนส่งไปแปลงปลูก
- ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด : ไม่นิยมเพราะเจริญเติบโตช้ากว่า แต่หากว่าต้องการปลูกในพื้นที่มาก การเพาะเมล็ดจะทำให้ได้จำนวนต้นกล้ากระวานในปริมาณมากในเวลาอันสั้น เพียงพอต่อความต้องการใช้ขยายพื้นที่ปลูกได้ผล กระวานที่สมบูรณ์ดีจะมีเมล็ดจำนวนมาก กระวานติดผลเป็นช่อ ช่อหนึ่งๆ ประมาณ 10-20 ผล รูปทรงกลมมีเมล็ด 9-18 เมล็ดต่อผล เมล็ดแก่เต็มที่มีสีดำมีเยื่อหุ้มบาง ๆ การเพาะเมล็ดโดยนำไปเพาะในที่ที่มีความชื้น
การเตรียมดิน
เลือกพื้นที่ปลูกกระวานสภาพลักษณะธรรมชาติที่กระวานจะขึ้นได้ดี เช่น ภายใต้ร่มไม้ใหญ่ที่ร่มตลอดเวลา มีแสงแดดถึงพื้นดินบ้านเล็กน้อย ที่มีระดับความสูง ลาดเอียงเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำ มีความชื้นสูงและสม่ำเสมอ ดินมีอินทรียวัตถุสูง มีใบไม้ทับถม (ฮิวมัส) โดยสามารถปลูกร่วมในสวนผลไม้ หรือ สวนยางพาราที่กรีดแล้วก็ได้
วิธีการปลูกกระวาน
- วิธีปลูก ขุดดินเป็นหลุมลึกประมาณ 30 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกคลุกลงหลุมก่อนปลูก วางหน่อพันธุ์กระวานในหลุมปลูกในลักษณะตั้งตรง ฝังหน่อลึกประมาณ 3-4 นิ้ว กลบดินกดโคนให้แน่น รดน้ำให้ชุ่มชื้น
- ระยะปลูก ระยะระหว่างกอ 2.5×2.5 เมตร ไม่นิยมปลูกชิดมาก ต้องเว้นที่ว่างไว้ให้หน่อได้ขยายเพิ่มขึ้นทุกปี
- จำนวนต้น ที่เหมาะสมได้แก่ ประมาณ 100 กอต่อไร่
การดูแลรักษา
- การใส่ปุ๋ย หลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยเคมี ใส่ปุ๋ยคอกเก่าปีละ 2 ครั้ง ช่วงต้นและปลายฝน กอละ 3-5 กิโลกรัม
- การให้น้ำ ให้น้ำให้มีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงแล้ง
- การดูแลรักษาที่ต้องทำประจำ คือ ตัดใบแก่ที่แห้งและลำต้นที่แห้งตาย หรือ ไม่สมบูรณ์ออกให้หมดเพื่อสะดวกในการเก็บเกี่ยว

การศึกษาทางเภสัชวิทยาของกระวาน
- ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อมาลาเรีย การทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย ของสารบริสุทธิ์ 7 ชนิด ที่แยกได้จากเมล็ดกระวานไทยซึ่งเป็นสารกลุ่มโมโนเทอร์ปีน 4 ชนิด ฟลาโวนอยด์ 1 ชนิด และคาดว่าเป็นสารประเภทไดเทอร์ปีน 2 ชนิด (ยังไม่ทราบโครงสร้างที่แน่นอน) พบว่าโมโนเทอร์ปีน 3 ชนิด คือ เมอร์ทีนาล, เมอร์ทีนอล และ ทราน-ไพโนคาร์วีออล สารดังกล่าวข้างต้น (ยกเว้นฟลาโวนอยด์) ให้ค่า EC50 (ความเข้มข้นของยาที่สามารถฆ่าเชื้อได้ 50%) อยู่ในช่วง 10 -5- 10-8 กรัมต่อมิลลิลิตร
- ฤทธิ์ยับยั้งภูมิคุ้มกัน การทดสอบสารสกัดน้ำของผลกระวาน ในการยับยั้งการทำงานของคอมพลีเมนต์ (การทำงานของคอมพลีเมนต์นอกจากจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายแล้ว ยังก่อให้เกิดโทษแก่ร่างกายได้ เช่น ทำให้เกิดพยาธิสภาพในผู้ป่วยโรคภูมิต้านทานตนเอง การทดลองนี้จึงสนใจที่จะศึกษาสมุนไพรที่สามารถยับยั้งการทำงานของคอมพลีเมนต์ในการทำให้เม็ดเลือดแดงของแกะแตก) โดยนำสารสกัดสมุนไพรด้วยน้ำ จำนวน 53 ชนิด รวมทั้งกระวาน นำพืชมาทำให้แห้งแล้วบดละเอียด น้ำหนัก 1 กรัม ผสมกับน้ำกลั่น 20 มล. ต้มให้เดือดจนกระทั่งเหลือปริมาตรประมาณ 4 มล. นำไปกรอง และปั่นเอาน้ำใสส่วนบนไปนึ่งฆ่าเชื้อก่อนใช้ แล้วทำการทดสอบโดยผสมสารสกัดสมุนไพรกับซีรัม (คอมพลีเมนต์) แล้วเติมเม็ดเลือดแดงของแกะที่ทำปฏิกิริยากับแอนติบอดีแล้ว ดูผลการแตกของเม็ดเลือดแดงแกะ พบว่ากระวาน สามารถยับยั้งการทำงานของคอมพลีเมนต์ได้ 95%
- ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ สารสกัดด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ในอัตราส่วน 1:1 สารสกัดด้วยน้ำ สารสกัดด้วยเหล้า และน้ำมันหอมระเหย มีผลลดการบีบตัวของลำไส้เล็ก
- ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดด้วยเอทานอลจากผลกระวาน มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น Pseudomonas aeruginosa และ Salmonella sp. แต่สารสกัดด้วน้ำ หรือ น้ำร้อน หรือ ผงกระวานในขนาด 0.5 ซีซี/disc ไม่สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtillis H-17 (Rec+) และ B. subtilis M-45 ซ (Rec-)
- ฤทธิ์ลดไข้ เมื่อกรอกสารสกัดผลกระวานด้วยอัลกอฮอล์ และน้ำ (1:1) ผ่านสายยางเข้าช่องท้องกระต่ายในขนาดต่างๆ กัน พบว่าไม่สามารถลดไข้ในกระต่าย ซึ่งทำให้เป็นไข้โดยใช้ยีสต์
- ฤทธิ์ต้านฮีสตามีน สารสกัดผลกระวานด้วยน้ำ และอัลกอฮอล์ (1:1) ไม่สามารถต้านฤทธิ์ฮีสตามีน เมื่อทดลองกับลำไส้เล็กหนูตะเภาที่ตัดแยกจากลำตัว และไม่มีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้
- ฤทธิ์ลดความดันโลหิต เมื่อฉีดสารสกัดผลกระวาน ด้วยอัลกอฮอล์และน้ำ (1:1) เข้าทางหลอดเลือดดำสุนัข พบว่าไม่มีผลลดความดันโลหิต

การศึกษาทางพิษวิทยาของกระวาน
การทดสอบความเป็นพิษ พบว่าเมื่อฉีดสารสกัดแอลกอฮอล์-น้ำ (1:1) เข้าใต้ผิวหนังหรือป้อนหนูถีบจักร ในขนาด 10 ก/กก (ขนาดที่ทดลองเป็น 16,667 เท่า ของที่ใช้ในตำรับยา) ไม่พบพิษ แต่การให้น้ำมันหอมระเหยจากกระวาน พบพิษปานกลางในหนูเม้าส์และเมื่อมีการทดสอบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์จาก สารสกัดด้วยอัลกอฮอล์และน้ำ (1:1) ไม่มีผลก่อกลายพันธุ์ของ Bacillus subtillis H-17 (Rec+) และ M-45 (Rec-)
การศึกษาความเป็นพิษของเมล็ดกระวานไทย พบว่าเมื่อป้อนสารสกัดเมล็ดกระวานไทยซึ่่งสกัดด้วย diluted alcohol:glycerol (95:5) ในขนาดความเข้มข้นของสารสกัด 0.5 ก./มล. แก่หนูขาวและหนูถีบจักรทั้งสองเพศในขนาดสูงถึง 10 มก./กก. ครั้งเดียว ไม่มีสัตว์ทดลองตาย หนูขาวที่ป้อนด้วยสารสกัดขนาด 2 มก./กก./วัน นาน 30 วัน ไม่พบความผิดปกติใดๆ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ส่วนความเป็นพิษเฉียบพลันของน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากเมล็ดกระวานไทยเมื่อป้อนให้หนูถีบจักรได้ค่าความเข้มข้นที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) เท่ากับ 2.14 มล./กก. หรือ เทียบได้กับเมล็ดกระวานไทย 43 ก./กก. จากผลการทดลองที่ได้แสดงว่าเมล็ดกระวานไทยค่อนข้างปลอดภัย
ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
กระวาน ก็เหมือนกับพืชสมุนไพรทั่วไป ดังนั้นข้อควรระวังในการใช้ในการเป็นยาสมุนไพรนั้นก็เช่นเดียวกัน คือ ต้องใช้ในปริมาณที่ไม่มากเกินไป และไม่ควรใช้เป็นระยะเวลานานจนเกินไป ส่วนการใช้เครื่องปรุง และเครื่องเทศในการทำอาหารนั้น ในอดีตมีการใช้กันมานานมากแล้ว และไม่
ที่มา:disthai.com
































