หน้าแรก รอบรู้สมุนไพร ตำแย สรรพคุณของตำแยตัวเมีย 4 ข้อ ! (กะลังตังไก่)

ตำแย สรรพคุณของตำแยตัวเมีย 4 ข้อ ! (กะลังตังไก่)

1
0

ตำแย

ตำแย ชื่อวิทยาศาสตร์ : Laportea interrupta (L.) Chew
จัดอยู่ในวงศ์ : กะลังตังช้าง (URTICACEAEหรือ CECROPIACEAE)
สมุนไพรตำแย มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า : ว่านช้างร้อง (เชียงใหม่), หานไก่ (ภาคเหนือ), ตำแยตัวเมีย (ภาคกลาง), กะลังตังไก่ (ภาคใต้), เส่เลเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), งาง ชิง้าง (ลั้วะ) เป็นต้น

ลักษณะของตำแย

ต้นตำแย

จัดเป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ มีความสูงของต้นได้ถึง 50 เซนติเมตร ทุกส่วนของต้นมีขนพิษ

ใบตำแย

ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนใบป้านหรือหยักเว้า ส่วนขอบใบหยักหรือจักเป็นซี่ฟัน ผิวใบด้านล่างเป็นมีสีเขียวอ่อน

ดอกตำแย

ออกดอกเป็นช่อโค้งยาวตามปลายกิ่งและซอกใบ ดอกเป็นแบบแยกเพศ ไม่มีกลีบดอก ดอกย่อยมีจำนวนมาก และดอกเป็นสีเขียว

หมายเหตุ : ข้อมูลจากหนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา ได้ระบุว่าตำแยหรือต้นตำแยตัวเมีย เป็นไม้พุ่ม ลำต้นมีลักษณะตั้งตรง มีความสูงของต้นได้ถึง 3 เมตร ใบและดอกมีขนพิษขึ้นหนาแน่น ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ขอบใบเว้าเป็น 3 หรือ 5 พู ใบมีขนาดกว้างประมาณ 7-12 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ส่วนดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่งห้อยลง มีดอกย่อยจำนวนมาก สีเขียว ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน มีผลเป็นผลแห้งขนาดเล็ก ไม่แตก[

สรรพคุณของตำแยตัวเมีย

  • ชาวเขาเผ่าอีก้อ มูเซอ และเย้าจะใช้รากตำแยตัวเมีย นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ หน้ามืด เป็นลม (ราก)
  • รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคหัวใจ (ราก)
  • รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการท้องเสีย (ราก)
  • ใบใช้ตำพอกหรือคั้นเอาน้ำทาแก้คัน รักษาโรคผิวหนัง และหูด (ใบ)

พิษของตำแย

  • ส่วนที่เป็นพิษ : ขนจากทุกส่วนของต้นมีพิษ มีฤทธิ์ระคายเคืองผิวหนัง โดยมีสารที่เป็นพิษ คือ สาร histamine, acetylcholine, acetic acid, formic acid, 5-hydroxy tryptamine ฯลฯ
  • อาการเกิดพิษ : หากสัมผัสขนพิษจากทุกส่วนของต้นจะทำให้เกิดอาการคันมาก ผิวหนังมีอาการปวดแสบปวดร้อน ระคายเคือง เป็นผื่นแดง บวมแดง ถ้าถูกบริเวณผิวหนังที่อ่อนนุ่มจะมีอาการที่รุนแรงยิ่งขึ้น
  • วิธีแก้พิษตำแย : ให้เอาขนที่ติดอยู่บนผิวหนังออกก่อน (ใช้วิธีเดียวกับการเอาขนหมามุ่ยออก โดยใช้เทียนไขลนไฟให้อ่อนตัวลง แล้วนำมาคลึงบริเวณที่ถูกขนพิษ หรือใช้ข้าวเหนียวนึ่งสุกปั้นคลึงจนเป็นเนื้อเดียวกันจนขนติดออกมา) หลังจากนั้นให้ทาด้วยคาลาไมน์หรือครีมสเตียรอยด์ (เช่น เพรดนิโซโลน) วันละ 3-4 ครั้ง เพื่อแก้อาการคัน และถ้ายังมีอาการปวดอยู่ ก็ให้รับประทานยา chorpheniramine 4 มิลลิกรัม ครั้งละ 1 เม็ด ทุก ๆ 6 ชั่วโมง

ที่มา:medthai.com