กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เตรียมดัน “ตำรับยาสมุนไพรปรุงเฉพาะราย” รักษาโรคสะเก็ดเงิน เข้าสิทธิบัตรทอง หลังพบผู้ป่วยกว่า 95% อาการดีขึ้น
นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กำหนดทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศ ที่มุ่งเน้นการดูแลประชาชนแบบองค์รวม เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในระยะยาว และเพิ่มการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ที่มีอยู่ในประเทศอย่างคุ้มค่า จากข้อมูลสธ. พบว่าในช่วงปี 2565 – 2567 มีผู้ป่วยนอกที่เข้ารับการวินิจฉัยด้วยโรคสะเก็ดเงิน ในโรงพยาบาลรัฐเฉลี่ยสูงถึงปีละเกือบ 60,000 ราย

ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 45 – 80 ปี และเพศชายมีอัตราการเกิดโรคสูงกว่าเพศหญิง อีกทั้ง ร้อยละ 25 ของผู้ป่วยมีอาการรุนแรงระดับปานกลางถึงมาก ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตทั้งทางร่างกายและจิตใจ แม้การแพทย์แผนปัจจุบันจะควบคุมอาการได้ แต่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาค่าใช้จ่ายสูง และอาจพบผลข้างเคียงการใช้ยาในระยะยาว
“การผลักดันยาสมุนไพรปรุงเฉพาะรายเข้าสู่ระบบบัตรทอง ไม่เพียงเป็นการเพิ่มทางเลือกการรักษาให้ประชาชน แต่ยังเป็นการยกระดับภูมิปัญญาไทยให้ก้าวสู่การแพทย์แม่นยำ หรือ Personalized Medicine อย่างเป็นรูปธรรม” นายวรโชติกล่าว
ด้าน ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า การแพทย์แผนไทยมีองค์ความรู้ในการดูแลโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคสะเก็ดเงินที่แพทย์แผนไทยมีศักยภาพในการรักษาและมีหลักฐานยืนยันการใช้ตำรับยารักษาโรคสะเก็ดเงินในสถานบริการของรัฐที่ได้ผลดี
ตัวอย่าง จากการเก็บข้อมูลที่ รพ.พระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี หรือ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ. ปราจีนบุรี พบว่าผู้ป่วยกว่า 95% อาการดีขึ้น ผื่นยุบลง ผิวหนังดูดีขึ้นชัดเจน

ดังนั้น จึงมีการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรปรุงเฉพาะราย เพื่อรักษาโรคสะเก็ดเงิน ทั้งในรูปแบบยารับประทาน ยาทา และยาอาบ ตามองค์ความรู้คัมภีร์แพทย์แผนไทยดั้งเดิมที่อาศัยหลักการปรับสมดุลธาตุให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย โดยคัดเลือกสมุนไพรอย่างรอบคอบกว่า 137 ชนิด ผ่านการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา เพื่อให้เกิดความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด
ขณะนี้ สปสช. ได้เห็นชอบในหลักการแล้ว และอยู่ในขั้นตอนเสนอต่อคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร เพื่อพิจารณาลงใน “บัญชีรายการพิเศษ (บัญชี 3)” เพื่อให้หน่วยบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิสามารถเบิกจ่ายผ่านระบบ Service Package ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ถือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง)
การดำเนินการครั้งนี้นับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้ “ยาสมุนไพรปรุงเฉพาะราย” (Personalized Medicine) ได้รับการยอมรับในระดับสากล ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานชั้นนำอย่าง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันโรคผิวหนัง ติดตามและประเมินผลของการรักษาด้วยยาปรุงเฉพาะราย
โดยเปรียบเทียบคะแนน PASI ก่อน-หลัง การรักษาในแต่ละระยะ และวิเคราะห์แนวโน้มการตอบสนองต่อการรักษา (treatment response trajectory) ในระดับรายบุคคลและระดับภาพรวมมีการตรวจติดตามผลและเฝ้าระวังผลข้างเคียงอย่างเป็นระบบ
“หากโครงการนี้ผ่านการพิจารณา จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างหลักฐานเชิงระบบ ทั้งด้านประสิทธิผล ความปลอดภัย และความคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้อย่างยั่งยืน” นายพงศธร กล่าวย้ำ
ที่มา:bangkokbiznews.com
































