ชื่อสมุนไพร : ตะลิงปลิง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น : ลิงปลิง, หลิ้งปิ้ง, มะเฟืองตรน, หลิงปลิง, เฟืองเทศ, หลิ้งติ้ง (ภาคใต้), กะลิงปลิง, ปลีมิง (ระนอง), มูม้ง (สมุย-สุราษฎ์ธานี), บลีมิง (นราธิวาส, มาเลเซีย)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Averrhoa bilimbi Linn.
ชื่อสามัญ : Bilimbi, Bilimbing, Tree Sorrel, Cucumber Tree

ถิ่นกำเนิดตะลิงปลิง
ตะลิงปลิง เป็นพืชตระกูลเดียวกับมะยม ที่ขึ้นในเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปอเมริกาใต้ แถบชายฝั่งของประเทศบราซิล แล้วมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปสู่เขตร้อนต่างๆ โดยเฉพาะเขตร้อนในทวีปเอเชียที่สามารถพบได้มากกว่า เขตร้อนอื่นๆ โดยสามารถพบได้ในประเทศ มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ไทย, พม่า, กัมพูชา เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยว่ากันว่าในอดีตตะลิงปลิง ถูกนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซียเป็นครั้งแรก และเกิดการแพร่กระจายพันธุ์ในประเทศ ทำให้ปัจจุบันสามารถพบตะลิงปลิง ได้ทั่วทุกภาคของประเทศ แต่จะพบมากในภาคใต้เพราะนิยมนำไปใช้ประกอบอาหารมากกว่าภาคอื่นๆ
ประโยชน์และสรรพคุณตะลิงปลิง
- แก้พิษร้อนใน
- แก้กระหายน้ำ
- ใช้ฝาดสมาน
- บำรุงกระเพาะอาหาร
- แก้เลือดออกตามกระเพาะอาหาร ลำไส้
- แก้ดับพิษร้อนของไข้
- แก้ริดสีดวงทวาร
- แก้คางทูม
- แก้ไขข้ออักเสบ
- รักษาสิว รอยฟ้า กะ และรอยผิวด่างดำ
- รักษาซิฟิลิส
- บรรเทาโรคเก๊าต์
- ใช้พอกแก้คัน
- รักษาอาการอักเสบของลำไส้ใหญ่ (นำมาต้มดื่ม)
- แก้ไอ
- ช่วยเจริญอาหาร
- ลดไข้
- แก้เสมหะเหนียว
- ช่วยฟอกโลหิต
- ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย
- แก้ปวดมดลูก
- แก้ลักปิดลักเปิด
- ช่วยขับเหงื่อในผู้มีอาการซึมเศร้า (กินผลร่วมกับพริกไทย)
- รักษาโรคข้อรูมาตอยด์
- รักษาอาการคัน
- ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ

ตะลิงปลิงถูกนำมาใช้เป็นอาหารมาตั้งแต่อดีตแล้ว และในปัจจุบันก็ยังนิยมนำมาทำเป็นอาหารต่างๆ ใช้แทนมะนาว ในเมี่ยงคำ นอกจากนี้ยังมีการนำเอาผลตะลิงปลิงมาแปรรูปเป็นน้ำตะลิงปลิง ตะลิงปลิงดอง ตะลิงปลิงแช่อิ่ม หรือ ไวน์ตะลิงปลิง เป็นต้น ส่วนดอกตะลิงปลิงนำมาบดผสมน้ำ และคั้นเอาน้ำสำหรับใส่ทำขนม ซึ่งจะให้สีแดงม่วง หรือ สีม่วง สามารถนำไปย้อมกระดาษเพื่อทำกระดาษสีได้ด้วย และน้ำคั้นจากผลตะลิงปลิง ยังนำมาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง อาทิ ครีมบำรุงผิว แชมพู และสบู่ได้อีกด้วย
รูปแบบและขนาดวิธีใช้
ใช้เป็นยาฝาดสมาน บำรุงกระเพาะอาหาร ลดไข้ แก้ไขข้ออักเสบ และโรคเก๊าต์ ช่วยรักษาโรคซิฟิลิส แก้กระหายน้ำ โดยนำรากแห้งของตะลิงปลิง มาต้มกับน้ำใช้ดื่ม เช้า-เย็น ใช้แก้ไอโดยการนำดอกแห้งของตะลิงปลิงมาต้ม หรือ ชงแบบชารับประทาน ผลใช้รับประทาน บำรุงร่างกาย บำรุงกระเพาะอาหาร แก้เสมหะเหนี่ยวข้น ช่วยฟอกโลหิต แก้ไอ แก้ลักปิดลักเปิด รักษาอาการคัน และคางทูมโดย ใช้ใบสด 1 กำมือ ตำให้ละเอียด ผสมน้ำเล็กน้อย พอกบริเวณที่เป็น พอกวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เปลี่ยนยาใหม่ทุกครั้ง ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ ด้วยการรับประทานผล 5-10 ผล และดื่มน้ำตามมากๆ ช่วยรักษาสิว รอยฟ้า กะ และรอยผิวด่างดำ โดยการนำผลมา 2-3 ผล มาฝานเป็นแผ่นบางๆ ก่อนใช้วางประคบบนใบหน้า

ลักษณะทั่วไปของตะลิงปลิง
“ตะลิงปลิง” จัดเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูงประมาณ 5-10 เมตร มีเปลือกต้นสีชมพูแตกกิ่งก้านสาขามากกิ่งก้านเปราะหักง่ายมีขนนุ่มตามกิ่ง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกมีใบย่อยเรียงตัวกันเป็นคู่ ใบย่อยรูปหอก ปลายใบแหลม โคนมน จะเรียงจากขนาดเล็กไปหาขนาดใหญ่ ที่โคนจะมีขนาดเล็ก ใบกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว 2-5 เซนติเมตร มีสีเขียวอ่อนมีขนนุ่มๆ ปกคลุมอยู่ ดอกออกเป็นช่อตามลำต้นและกิ่ง (ดอกขนาดเล็กหลายช่อ) แต่ละช่อยาวราว 6 นิ้ว ดอกมี 5 กลีบ มีสีแดงเข้ม มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวอมชมพู เกสรกลางดอกมีสีเขียวแดง ดอกมีกลิ่นหอม ผลกลมยาวเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ผลมีสีเขียวลักษณะกลมยาวปลายมน ยาว 3-6 เซนติเมตร และเป็นพูตามความยาวผล 5 ร่อง ออกเป็นช่อห้อย เมื่อสุกมีสีเหลือง ฉ่ำน้ำ เมล็ดแบนสีขาว ผลมีรสเปรี้ยวจัดเพราะมีกรดออกซาลิกอยู่สูง

การขยายพันธุ์ตะลิงปลิง
ตะลิงปลิง สามารถขยายพันธุ์ได้โดย วิธีการเพาะเมล็ดการเสียบยอด และการตอนกิ่ง แต่วิธีที่นิยมในปัจจุบัน คือ การเพาะเมล็ด เพราะจะได้ต้นสูงปกติ และแตกกิ่งมาก ส่วนการปลูกด้วยวิธีอื่น เช่น การตอนกิ่ง และการเสียบยอด จะได้ต้นค่อนข้างเตี้ย แต่แตกกิ่งน้อย ผลผลิตอาจน้อยกว่าการปลูกด้วยเมล็ด สำหรับการปลูกด้วยการเพาะเมล็ดนั้นมีวิธีการ คือ การนำเมล็ดตะลิงปลิงจากผลที่สุกมาตากให้แห้งแล้วนำมาเพาะใส่ถุงเพาะชำรดน้ำให้ชุ่มแล้วนำไปวางไว้ที่ร่มๆ รดน้ำเช้า-เย็น ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ต้นจะพร้อมที่จะนำไปปลูก แล้วนำไปปลูกในแปลงที่เตรียมไว้โดยเว้นระยะห่างประมาณ 4×6 เมตร ทั้งนี้ ตะลิงปลิง เป็นพืชปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินร่วนปนทราย ที่ระบายน้ำดี แต่ไม่ทนน้ำท่วมขังเป็นเวลานานชอบแสงแดด โดยจะใช้เวลา 2-3 ปี จึงจะมีดอกมีผล และหลังจากปลูกได้นาน 3-4 เดือน ควรหมั่นตัดแต่งกิ่งให้เป็นพุ่ม ถ้าไม่ต้องการให้ต้นสูงมากก็ตัดส่วนยอดออกเพื่อให้แตกกิ่งข้างๆ จะช่วยให้เก็บผลได้ง่าย
องค์ประกอบทางเคมี
จากการศึกษาวิจัยพบว่าในผลตะลิงปลิงประกอบไปด้วยสาร flavonoid, Quercetin, Alkaloid สารประกอบกลุ่ม Phenolic Compound และ ยังพบ Citric acid อีกด้วย นอกจากนี้ส่วนต่างๆ ของตะลิงปลิงยังมีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของผลตะลิงปลิง (100 กรัม)
- พลังงาน 11 กิโลแคลลอรี่
- เส้นใย 0.3 กรัม
- วิตามิน เอ 276 หน่วยสากล
- วิตามิน บี1 0.03 มิลลิกรัม
- วิตามิน บี2 0.09 มิลลิกรัม
- วิตามิน บี3 0.7 มิลลิกรัม
- วิตามิน ซี 2 มิลลิกรัม
- แคลเซียม 1 มิลลิกรัม
- ฟอสฟอรัส 6 มิลลิกรัม
- ธาตุเหล็ก 0.2 มิลลิกรัม

คุณค่าทางโภชนาการของผลตะลิงปลิง (100 กรัม)
- โปรตีน 0.61 กรัม
- แคโรทีน 0.035 มิลลิกรัม
- วิตามินบี 10.010 มิลลิกรัม
- วิตามินบี 20.026 มิลลิกรัม
- วิตามินบี 30.302 มิลลิกรัม
- วิตามินซี 15.5 มิลลิกรัม
- ธาตุแคลเซียม 3.4 มิลลิกรัม
- ธาตุเหล็ก 1.01 มิลลิกรัม
- ธาตุฟอสฟอรัส 11.1 มิลลิกรัม

การศึกษาทางเภสัชวิทยาของตะลิงปลิง
ฤทธิ์ลดน้ำตาลและไตรกลีเซอไรด์ งานวิจัยที่ประเทศสิงคโปร์ทำการทดสอบคุณสมบัติ ในการลดน้ำตาลและลดไขมันของสารสกัดเอทานอลของ ใบตะลิงปลิงในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวาน ขั้นแรกพบว่าเมื่อได้รับสารสกัดเอทานอล 125 มก./กก. วันละ 2 เวลา 14 วัน เปรียบเทียบกับยาเมตฟอร์มิน (metformin) 500 มก./กก. เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมพบว่า
- หนูที่ได้สารสกัดเอทานอลของใบตะลิงปลิงมีน้ำตาลในเลือดลดลงครึ่งหนึ่ง มีไตรกลีเซอไรด์ลดลงร้อยละ 130 มีปริมาณไขมันที่ดี (เอชดีแอลคอเลสเตอรอล) เพิ่มขึ้นร้อยละ 60 และลดระดับไลพิดเพอร์ออกซิเดชั่นของไต ผลดังกล่าวมีทิศทางเดียวกันกับหนูที่ได้รับเมตฟอร์มิน เห็นชัดว่าสารสกัดดังกล่าวมีผล ลด anti-atherogenic index และสัดส่วนเอชดีแอลคอเลสเตอรอลทั้งหมดในสัตว์ทดลอง และเมื่อนำสารสกัดเอทานอลของใบตะลิงปลิงข้างต้น ไปแยกต่อเป็นสารสกัดน้ำ บิวทานอล และเอทิลอะซีเทต โดยทดสอบเป็นเวลานานในหนูเบาหวานที่เหนี่ยวนำด้วยสเตร็ปโทโซโทซิน ที่ได้รับอาหารไขมันสูง พบว่า หนูที่ได้รับสารสกัดน้ำและบิวทานอล (125 มก./กก. วันละ 2 ครั้งนาน 14 วัน) จากใบตะลิงปลิงมีปริมาณกลูโคส และไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดต่ำกว่าในหนูกลุ่มควบคุม หนูที่ได้รับสารสกัดน้ำมีไกลโคเจนในตับสูงกว่าหนูกลุ่มควบคุม
- โดยหนูที่ได้รับสารสกัดน้ำ และบิวทานอลไม่มีการเปลี่ยนแปลง ระดับของคอเลสเตอรอล และเอชดีแอลคอเลสเตอรอลแต่อย่างใด เมื่อตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือด (fasting blood glucose) ในหนูทดลองพบว่า ในวันที่ 7 และ 14 หนูที่ได้รับสารสกัดน้ำและบิวทานอล มีค่าน้ำตาลในเลือดลดลง โดยหนูทั้ง 2 กลุ่ม มีปริมาณอินซูลินสูงขึ้นในวันที่ 14 อย่างมีนัยสำคัญ สรุปว่าสารสกัดน้ำของสารสกัดเอทานอลของใบตะลิงปลิง มีผลในการลดปริมาณน้ำตาล และไขมันในเลือดสัตว์ทดลองได้ดี
- ฤทธิ์แก้คัน สารสกัดเอทานอลของใบตะลิงปลิงลดอาการผื่นแดงของผิวหนังในสัตว์ทดลอง โดยมีการศึกษาที่ประเทศฟิลิปปินส์ใช้สารสกัดเอทานอล 10% ของใบตะลิงปลิงผสมในสูตรขี้ผึ้ง การทดสอบภาวะแพ้ที่ผิวหนัง ในหนู ที่มีผื่นแดงเทียบกับยาทาแก้แพ้ พบว่าขี้ผึ้งตะลิงปลิงลดอาการบวมแดงได้ใน 7 ชั่วโมง กลุ่มทายาอาการหายไปใน 14 ชั่วโมง ส่วนกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับอะไรอาการผื่นแดงหายไปใน 23 ชั่วโมง
- ฤทธิ์คุมกำเนิด มีผลการศึกษาวิจัยที่ฟิลิปปินส์ ระบุว่าเมื่อให้น้ำคั้นจากผล 200 กรัม (ได้ 15 มิลลิลิตร) กับหนูอายุ 8 เดือน ทุกวัน 10 วัน ก่อนผสมพันธุ์ 10 วัน ระหว่างผสมพันธุ์ และหลังผสมพันธุ์ พบว่าร้อยละ 60 ของหนูที่ได้รับสารจากผลตะลิงปลิงไม่ติดลูก ทั้งนี้พบสเตอรอยด์ไกลโคไซด์และกรดออกซาลิกในน้ำคั้นที่ใช้ จึงเชื่อว่าสารทั้งสองมีส่วนในการออกฤทธิ์คุมกำเนิดดังกล่าว
- ส่วนอีกงานวิจัยหนึ่งที่ศึกษากับหนูทดลองเช่นกัน โดยให้หนูทดลองบริโภคผลตะลิงปลิงปริมาณ 25 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เป็นเวลา 60 วัน พบว่าสารเควอซิทินซึ่งเป็นสารประกอบกลุ่มฟีนอลที่พบได้ในตะลิงปลิง อาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด และลดความเสี่ยงการเกิดเบาหวานในหนูทดลองได้
- ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลชีพ มีผลรายงานการศึกษาวิจัยหนึ่งพบว่า สารสกัดจากใบตะลิงปลิงปริมาณ 100 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด เช่น เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ซีเรียส (Bacillus Cereus) ที่อาจก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ และเชื้อแอโรโมแนส ไฮโดรฟิลา (Aeromonas Hydrophila) ที่อาจก่อให้เกิดโรคแบคทีเรียกินเนื้อคน หรือ โรคเนื้อเน่าได้ และยังมีงานวิจัยที่ศึกษาในห้องทดลองอีกชิ้นหนึ่งพบว่า ผลตะลิงปลิงและน้ำปั่นตะลิงปลิง ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียซัลโมเนลลา ไทฟิมูเรียม (Salmonella Typhimurium) ที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย โรคไข้ไทฟอยด์ และต้านเชื้อแบคทีเรียลิสทีเรีย โมโนไซโตจิเนส (Listeria Monocytogenes) ที่อาจปนเปื้อนอยู่ในอาหารและก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษได้

การศึกษาทางพิษวิทยาของตะลิงปลิง
มีการศึกษาวิจัยพบว่าในผลตะลิงปลิง พบสาร Oxalic acid ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่งในไตและอาจทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้ โดยมีข้อมูลพบว่าในโรงพยาบาลที่ประเทศอินเดียมีการรับผู้ป่วยที่เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน จากการดื่มน้ำตะลิงปลิงในปริมาณ 100-400 มิลลิกรัม/วัน มาแล้ว
ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
- ในการบริโภคตะลิงปลิงควรรับประทานแต่พอดี ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป รวมถึงไม่ควรรับประทานเป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้
- ในผลตะลิงปลิง มีกรดอินทรีย์ที่ทำให้มีรสเปรี้ยว เช่น กรดซิตริด กรดมาลิก ซึ่งหากรับประทานมากอาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย หรือ เกิดอาการฟันผุร่อนได้
- ผู้ป่วยโรคนิ่วในไต หรือ ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยงการรับประทานตะลิงปลิงเพราะในตะลิงปลิงมีกรดออกซาลิก (Oxalic acid) ที่อาจทำให้เกิดนิ่วในไตและอาการไตวายได้
ที่มา:disthai.com

































