สมุนไพรไทยกับคนไทยเรียกได้ว่าเป็นของคู่กันมาช้านาน และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งใช้เพื่อสุขภาพ ความงาม หรือแม้แต่เพื่อการบําบัด และในวันที่การศึกษาวิจัย รวมไปถึงเทคโนโลยี – นวัตกรรมการผลิตได้ก้าวหน้าขึ้น

สมุนไพรไทยก็ได้รับการพัฒนาและต่อยอด เพื่อยกระดับจากตํารับสมุนไพรโบราณธรรมดา ผสมผสานอัตลักษณ์จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบของ “สมุนไพรฟิวชั่น” ที่ยังทรงคุณค่า แต่แฝงไปด้วยความทันสมัย หลากหลาย และมีมาตรฐานคุณภาพระดับสากลมากขึ้นไปด้วย และไม่เพียงเพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานคนไทยเท่านั้น แต่ยังหมายถึงผู้คนทั่วโลกที่ศรัทธาในสมุนไพรไทยอีกด้วย

การผสานเทคโนโลยี สู่ “สมุนไพรฟิวชั่น”
การนําเอาตํารับสมุนไพรไทยโบราณ ร่วมกับการศึกษาวิจัยเรื่องคุณสมบัติเด่นของพืชพรรณธรรมชาติหรือสมุนไพรไทยแต่ละชนิด มาผนวกกับเทคโนโลยีการผลิตที่ก้าวหน้า ทันสมัย ได้นําไปสู่การค้นพบคุณค่าที่มากขึ้น ซึ่งช่วยทําให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “สมุนไพรฟิวชั่น” ถือเป็นการยกระดับจากสมุนไพรธรรมดา ให้ประสบความสําเร็จอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นด้วย

ยกตัวอย่าง “พิมเสนน้ำ” ซึ่งคนไทยคุ้นเคยกันดีจากคุณสมบัติ ทั้งเรื่องกลิ่นที่สดชื่นมอบความรู้สึกผ่อนคลาย ด้วยการศึกษาวิจัยประกอบกับเทคโนโลยีการผลิตที่ก้าวหน้านี้ ทําให้ค้นพบคุณค่าในมุมใหม่ๆ พิมเสนน้ำได้รับความสนใจมากขึ้น ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นส่วนผสมสําคัญของผลิตภัณฑ์เพื่อการสูดดม หรือกลิ่นบําบัดเท่านั้น แต่สารสกัดธรรมชาติจากพืชตระกูลอบเชยชนิดนี้ ยังผ่านการค้นคว้าวิจัยมาแล้วว่ามีผลดี และช่วยเสริมประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจได้ รวมถึงอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ พิมเสนน้ำสามารถช่วยให้การนอนหลับเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น
แต่ทั้งนี้ควรจะเป็นพิมเสนน้ำที่ผ่านกระบวนการเเปรรูปด้วยกระบวนการที่มีมาตรฐานความปลอดภัยเท่านั้น รวมถึงต้องได้รับการควบคุมจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องปริมาณที่เหมาะสม ไปจนถึงการผสมผสานกับสมุนไพรชนิดอื่น หรือส่วนผสมอื่นๆ เพื่อส่งเสริมคุณค่าของสมุนไพรแต่ละชนิดให้มากขึ้น แนวทางของสมุนไพรฟิวชั่นจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ใช้หรือผู้บริโภคอย่างแท้จริง

ค้นพบสมุนไพรฟิวชั่นที่ทรงพลังจากตํารับสมุนไพรไทย
การผสมผสานคุณสมบัติเด่นของตํารับสมุนไพรโบราณหลากหลายชนิด ที่ช่วยส่งเสริมคุณค่าของกันและกัน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่างๆ เพิ่มคุณประโยชน์ได้มากขึ้น นับเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งที่ทําให้นักวิจัยเรื่องพืชพรรณธรรมชาติ หรือสมุนไพรไทยเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังในการค้นคว้า เพื่อค้นพบคุณสมบัติที่น่าสนใจของพืชพรรณชนิดใหม่ๆ และนํามาผสานคุณค่าตามแนวทางของสมุนไพรฟิวชั่น แน่นอนว่าประโยชน์ที่แท้จริงก็ตกอยู่ที่ผู้บริโภคอย่างเราๆ ที่จะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลลัพธ์เพื่อการบําบัดอย่างแท้จริง เช่น การรวมกันของสมุนไพรที่มีคุณสมบัติในการเสริมภูมิคุ้มกัน, ต้านการอักเสบ, และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ในการดูแลสุขภาพได้มากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่าง “ดอกกาสะลอง (ดอกปีบ)” เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความมุ่งมั่นในการศึกษาวิจัย เพื่อค้นหาคุณค่าของพืชพรรณธรรมชาติสําหรับใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เพื่อการบําบัด ที่ช่วยส่งคุณประโยชน์ของกันและกันมากขึ้น โดยนักวิจัยพบว่า สามารถนําดอกกาสะลอง (ดอกปีบ) ซึ่งเป็นดอกไม้ธรรมดาๆ ที่พบได้อย่างแพร่หลายชนิดนี้ เข้าสู่กระบวนการผลิตเพื่อสกัดจนเกิดเป็น “น้ำมันดอกกาสะลอง (ดอกปีบ)” ที่นับเป็นตํารับยาโบราณ ซึ่งมีคุณสมบัติที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือการเป็นสมุนไพรแก้อาการหอบหืด
ในขณะที่ปัจจุบันได้นําน้ำมันเหล่านี้ มาใช้เป็นส่วนผสมของน้ำมันนวดบําบัด เพื่อการผ่อนคลาย รวมถึงใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ประเภทสูดดมเพื่อการบําบัด โดยใส่ส่วนผสมสําคัญอื่นๆ เข้าไปด้วย อย่างพิมเสน การบูร เมนทอล เพื่อให้มอบคุณค่าด้านการผ่อนคลาย ทําให้เกิดความรู้สึกเย็นในโพรงจมูก ระบบการหายใจดีขึ้น รู้สึกสดชื่นคลายจากความเหนื่อยล้า ผ่อนคลายจากอาการไมเกรน เป็นต้น

หรืออย่างดอกไม้ไทยที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี คือ “ดอกมะลิ” ที่ผ่านกระบวนการวิจัย จนถึงการสกัดเพื่อใช้เป็นส่วนผสมของน้ำมันสําหรับการนวดผิว (Body Oil) ที่นอกจากจะมอบคุณค่าจากการเป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมเย็น ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ส่งเสริมเรื่องการนอนหลับได้ดีขึ้นแล้ว ยังมีคุณสมบัติแก้อาการฟกช้ำ บรรเทาอาการปวดเมื่อย ซึ่งเมื่อผสานการทํางานกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ หรือทำการฟิวชั่น เช่น นำไปผสมกับ มะกรูด ที่มีคุณสมบัติช่วยลดอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ หรือนำไปผสมกับ ชะเอมเทศ ที่ช่วยรักษาอาการคันและทําให้ผิวพรรณสดใส ก็จะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ยิ่งโดดเด่น และมอบคุณประโยชน์จากการผสานคุณค่าของกันและกันมากขึ้นอีกด้วย
ที่มา : thairath






























