หน้าแรก รอบรู้สมุนไพร เหงือกปลาหมอ ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

เหงือกปลาหมอ ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ และข้อมูลงานวิจัย

1
0

ชื่อสมุนไพร : เหงือกปลาหมอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น : แก้มหมอ (สตูล), อีเกร็ง (ภาคกลาง), แก้มหมอเล (กระบี่), นางเกร็ง, จะเกร็ง ฯลฯ
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Acanthus ebracteatus Vahl. (เหงือกปลาหมอดอกสีขาว) Acanthus ilicifolius L. var. ilicifolius (เหงือกปลาหมอดอกสีม่วง)
ชื่อสามัญ : Sea Holly.
วงศ์ : ACANTHACEAE

ถิ่นกำเนิดเหงือกปลาหมอ

เหงือกปลาหมอ นับว่าเป็นสมุนไพรพื้นถิ่นของไทยเราเพราะมีประวัติในการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณแล้ว ซึ่งเหงือกปลาหมอนี้เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นกลางแจ้ง และมักจะพบมากในบริเวณป่าชายเลน หรือ ตามพื้นที่ชายน้ำริมฝั่งคลอง เจริญเติบโตได้ดีในที่ร่ม และมีความชื้นสูง หรือ ในแถบที่ดินเค็มและไม่ชอบที่ดอน แถบภาคอีสารก็มีรายงายว่าปลูกได้เช่นกัน เหงือกปลาหมอ พบอยู่ 2 พันธุ์ คือ ชนิดดอกสีขาว Acanthus ebracteatus Vahl พบมากในภาคกลางและภาคตะวันออก ชนิดดอกสีม่วง Acanthus ilicifolius L. พบทางภาคใต้ อีกทั้งเหงือกปลาหมอยังเป็นพันธุ์ไม่ขึ้นชื่อของจังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย

ประโยชน์และสรรพคุณเหงือกปลาหมอ

  • แก้น้ำเหลืองเสีย
  • ช่วยบำรุงรักษารากผม
  • แก้ประดง
  • เป็นยาอายุวัฒนะ
  • รักษาตกขาว
  • ช่วยระดูขาวของสตรี
  • แก้ไข้ แก้ไข้หนาวสั่น
  • แก้ลมพิษฝี
  • แก้ฝี แก้ฝีทราง
  • ใช้เป็นยาขับพยาธิ
  • เป็นยาแก้ไอ
  • รักษาโรคผิวหนังจำพวกพุพอง น้ำเหลืองเสีย
  • เป็นยาแก้โรคงูสวัด
  • ช่วยบำรุงประสาท
  • ช่วยขับเสมหะ
  • แก้มะเร็ง
  • ช่วยในการเจริญอาหาร
  • ช่วยให้เลือดลมปกติ
  • รักษาปอดบวม
  • ช่วยรักษาวัณโรค
  • ช่วยแก้โรคกระเพาะ
  • ช่วยแก้ประจำเดือนมาไม่เป็นปกติของสตรี
  • ช่วยรักษานิ่วในไต
  • ใช้รักษาแผลฝีหนอง
  • แก้ผื่นคัน
  • แก้ผิวแตกทั้งตัว
  • แก้หืด
  • แก้ไขข้ออักเสบ
  • แก้ปวดต่างๆ
  • บำรุงผิวพรรณ
  • ช่วยแก้โรคกระษัย
  • แก้อาการซูบผอมเหลืองทั้งตัว
  • แก้อาการร้อนทั้งตัว เจ็บระบบทั้งตัว
  • แก้ตัวแห้ง
  • แก้เวียนศีรษะ
  • แก้หน้ามืดตามัว
  • แก้มือตายตีนตาย
  • ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

  • ยับยั้งโรคมะเร็งต้านมะเร็ง นำเหงือกปลาหมอ ทั้ง 5 ส่วน (ราก, ต้น, ใบ, ผล, เมล็ด) มาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • รักษาประจำเดือนมาผิดปกติ นำทั้งต้นมาตำผสมกับน้ำมันงา และน้ำผึ้งนำมารับประทาน
  • แก้ผื่นคัน นำใบและต้นสดประมาณ 3-4 กำมือนำมาสับต้นน้ำอาบเป็นประจำ 3-4 ครั้ง
  • แก้ไข้หนาวสั่น นำทั้งต้นมาตำผสมกับขิง
  • แก้ผิวแตกทั้งตัว นำทั้งต้นของเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน และดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ
  • ขับเสมหะ บำรุงประสาท แก้ไอ แก้หืด รักษามุตกิดระดูขาว นำรากมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • รักษาโรคผิวหนัง ขับน้ำเหลืองเสียแก้แผลผุพอง เป็นฝีบ่อยๆ นำต้น ใบ และเมล็ดต้มกับน้ำอาบ
  • แก้ไขข้ออักเสบ แก้ปวดต่างๆ นำใบมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน ร่างกายแข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นเลือดไม่อุดตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ทั้งต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคลุกเคล้าผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอนไว้รับประทาน
  • ช่วยแก้โรคกระษัย อาการซูบผอมเหลืองทั้งตัว ด้วยการใช้ทั้งต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผงกินทุกวัน
  • แก้อาการร้อนทั้งตัว เจ็บระบบทั้งตัว ตัวแห้ง เวียนศีรษะ หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้ทั้งต้นของเหงือกปลาหมอและเปลือกมะรุม อย่างละเท่ากัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือเล็กน้อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วใช้ฟืน 30 ดุ้น ต้มกับน้ำเดือดจนงวดแล้วยกลง เมื่อเสร็จให้กลั้นใจกินขณะอุ่นๆ จนหมด อาการก็จะดีขึ้น
  • รากช่วยแก้และบรรเทาอาการไอ หรือ จะใช้เมล็ดนำมาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้เช่นกัน
  • แก้อาการไอ เมล็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด นำมาต้มรวมกันแล้วเอาแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ
  • ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้ทั้งต้น และพริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน
  • ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย นำมาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือ จะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายโจร ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้

ยาสมุนไพรพื้นบ้าน ใช้ ใบ ต้มกับน้ำดื่ม แก้นิ่วในไต ทั้งต้น 10 ส่วน เข้ากับพริกไทย 5 ส่วน ทำเป็นยาลูกกลอน แก้โรคกระเพาะ ขับเลือด เป็นยาอายุวัฒนะ ทั้งต้น ใช้รักษาแผลฝีหนอง ใช้ ใบและต้น แก้ตกขาว โดยตำเป็นผงละลายน้ำผึ้ง หรือ น้ำมันงา ปั้นเป็นลูกกลอนรับประทาน

ในปัจจุบันเหงือกปลาหมอ มีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาแคปซูลสมุนไพรเหงือกปลาหมอ ยาชงสมุนไพรและยาเม็ด มีสรรพคุณใช้รักษาโรคผิวหนังอีกทั้งเหงือกปลาหมอยังเป็นสมุนไพรที่ใช้ในการอบตัว คือ การอบตัวด้วยไอน้ำที่ได้จากการต้มสมุนไพร และการอบเปียกแบบเข้ากระโจม โดยเหงือกปลาหมอมีสรรพคุณสำหรับรักษาโรคผิวหนัง นอกจากนี้เหงือกปลาหมอยังเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมและสบู่สมุนไพร เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปของเหงือกปลาหมอ

ต้นเหงือกปลาหมอ

เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งตรง มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 เซนติเมตร
ใบเหงือกปลาหมอ ใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบมีหนามคมอยู่ริมขอบใบ และปลายใบ ขอบใบเว้าเป็นระยะๆ ผิวใบเรียบเป็นมันลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีเหลือบสีขาวเป็นแนวก้างปลา เนื้อใบแข็งและเหนียว ใบกว้างประมาณ 4-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น


ดอกเหงือกปลาหมอ

ออกดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวประมาณ 4-6 นิ้ว ทั้งนี้สีของดอกขึ้นอยู่กับพันธุ์ของต้นเหงือกปลาหมอ คือ ดอกมีทั้งพันธุ์ดอกสีม่วง หรือสีฟ้า และพันธุ์ดอกสีขาว แต่ลักษณะอื่นๆเหมือกัน คือ ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน ส่วนกลีบดอกเป็นท่อปลายบานโต ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร บริเวณกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่
ผลเหงือกปลาหมอ ลักษณะของผลเป็นฝักสีน้ำตาล ลักษณะของฝักเป็นทรงกระบอกกลมรี รูปไข่ ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ข้างในฝักมีเมล็ด 4 เมล็ด

การขยายพันธุ์เหงือกปลาหมอ

เหงือกปลาหมอ สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการใช้กิ่งปักชำ แต่วิธีที่เป็นที่นิยมและได้ผลผลิตที่ดี คือ การใช้กิ่งปักชำ นำกิ่งที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไป อายุ 1-2 ปี มาชำลงในดินโคลน คอยรดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ 2 เดือน จะงอกราก จึงทำการย้ายปลูก ก่อนปลูกควรเตรียมแปลงปลูก ระยะปลูก 80×80 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก หรือ ปุ๋ยหมัก ใส่ปุ๋ยคอกหว่านรอบโคนต้นปีละ 2 ครั้งๆ ละ 1 กก./ต้น ใส่ปุ๋ยบ่อยขึ้นในกรณีที่เก็บเกี่ยวผลผลิตบ่อย ทำให้ต้นโทรม ใบเป็นสีเหลือง กำจัดวัชพืชดูแลรักษาแปลงให้สะอาด

หลังปลูก 1 ปี จึงจะเก็บผลผลิต โดยตัดกิ่งให้หมอทั้งต้น (ตอ) ให้เหลือความยาวครึ่งหนึ่ง เพื่อแตกใหม่ในปีต่อไป กิ่งที่ได้นำมาสับเป็นท่อนๆ ละ 6 นิ้ว นำไปตากแดดจนแห้งดี หรือ อบแห้ง กิ่งและใบสด 3 กก. จะตากแห้งได้ 1 กก. และผลผลิตจากต้นอายุ 1 ปี จำนวน 4 ต้น (กอ) จะมีน้ำหนักสด 1 กก.

การศึกษาทางเภสัชวิทยาของเหงือกปลาหมอ

  • ฤทธิ์ลดการอักเสบ ทดสอบน้ำสกัดจากใบแห้ง ความเข้มข้น 500 มคก./มล. กับหนูขาว พบว่าสารสกัดดังกล่าวมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยไปยับยั้งการสร้าง leukotriene B-4 แต่สารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์เป็น serotonin antagonist เมื่อเร็วๆ นี้ มีงานวิจัยว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจากทั้งต้น ขนาด 500 มคก./มล. มีฤทธิ์ยับยั้ง 5-lipoxygenase activity ด้วยกลไกในการลดการสร้าง leukotriene B-4 ถึง 64% และสารสกัดด้วยน้ำ ขนาด 500 มคก./มล. ลดได้ 44% มีการวิเคราะห์สารสำคัญของเหงือกปลาหมอดอกม่วงที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ พบว่าสารนั้นเป็นพวก dimeric oxazolinone ที่มีสูตรโครงสร้างเป็น 5,5¢-bis-benzoxazoline-2,2¢-dione
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทดสอบสารสกัดเอทานอล (90%) จากทั้งต้นแห้ง (ไม่ทราบความเข้มข้น) กับ Staphylococcus aureus พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ แต่การทดสอบเมล็ดเหงือกปลาหมอ พบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus
  • ฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชั่น มีการทดสอบสารสกัดอัลกอฮอล์จากใบของเหงือกปลาหมอ ดอกม่วง พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น superoxide radical, hydroxyl radical, nitric oxide radical และ lipid peroxide เป็นต้น นอกจากนี้สารสกัดจากส่วนผลด้วยเมทานอล เมื่อทดสอบในหนูถีบจักร พบฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระ โดยมีขนาดที่ยับยั้งได้ 50% (IC50) คือ 79.67 มคล./มล. และพบฤทธิ์ยับยั้งการเกิด lipid peroxide โดยขนาดที่ยับยั้งได้ 50% (IC50) คือ 38.4 มคล./มล.
  • ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับการเพิ่มภูมิต้านทาน มีการนำสารสกัดน้ำอย่างหยาบจากรากของเหงือกปลาหมอมาทำให้กึ่งบริสุทธิ์ โดยวิธี gel filtration (Sephadex G-25) เพื่อศึกษาฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกันที่มีต่อ mononuclear cell (PMBC) ของคนปกติ 20 ราย โดยวัดผลการศึกษาจาก H3-thymidine uptake พบว่าสารสกัดกึ่งบริสุทธิ์ของเหงือกปลาหมอ ดอกม่วง ที่ความเข้มข้นต่ำ (10 มคก./มล.) สามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของ lymphocytes ได้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.05)

การศึกษาทางพิษวิทยาของเหงือกปลาหมอ

หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ

เมื่อให้สารสกัดลำต้นแห้งด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ขนาดความเข้มข้น 5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่ทำให้เกิดการก่อกลายพันธุ์ ใน Salmonella typhimurium TA98 และ TA100 แต่เมื่อให้สารสกัดด้วยน้ำจากส่วนรากกับหนูเพศเมียขนาด 2.7 และ 13.5 ก./กก. เป็นเวลา 12 เดือน พบความเป็นพิษต่อตับในหนูทดลอง หลักฐานความเป็นพิษและยังมีการศึกษาวิจัยเกี่ยววกับการทดสอบความเป็นพิษของเหงือกปลาหมอ อีกหลายชิ้นระบุว่า เมื่อฉีดสารสกัดพืชทั้งต้นด้วยเอทานอล (90%) เข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากกว่า 1 ก./กก. ส่วนสารสกัดใบด้วยเมทานอลและน้ำ (1:1) ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ค่า LD50 มีค่ามากกว่า 1 ก./กก. และสารสกัดจากใบร่วมกับต้นด้วยเมทานอลและน้ำ (1:1) ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้เช่นเดียวกัน ค่า LD50 เท่ากับ 750 มก./กก. สารสกัดจากต้นด้วยเมทานอลและน้ำ (1:1) ค่า LD50 มีค่ามากกว่า 1 ก./กก. เมื่อกรอกสารสกัดใบร่วมกับก้านใบ ลำต้น รากแห้ง ด้วยน้ำ หรือ น้ำร้อน หรือ ฉีดเข้าช่องท้องของหนูถีบจักร (ไม่ระบุขนาด) ไม่ทำให้เกิดพิษ และเมื่อกรอกสารสกัดรากแห้งด้วยน้ำให้หนูถีบจักร ในขนาด 0.013 มก./สัตว์ทดลอง ไม่พบพิษ อีกทั้งมีการศึกษาถึงพิษของเหงือกปลาหมอดอกม่วงแบบเฉียบพลัน และแบบกึ่งเฉียบพลันในหนูพันธุ์สวิส โดยใช้ส่วนสกัดจากใบและรากแยกกัน ในขนาดความเข้มข้นต่างๆ พบว่า สารสกัดดังกล่าวไม่มีพิษอย่างเฉียบพลัน แต่การใช้เหงือกปลาหมอในขนาดสูงๆ เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินปัสสาวะได้ รวมถึงมีการทดสอบนำสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอกับ mononuclear cell (PMBC) ของคนในหลอดทดลองโดยใช้สารสกัดอย่างหยาบ พบว่าสารสกัดดังกล่าว ขนาด 100 มคก./มล. เป็นพิษต่อ PBMC (P< 0.05) แต่เมื่อนำสารสกัดหยาบมาทำให้กึ่งบริสุทธิ์โดยวิธี gel filtration (Sephadex G-25) พบว่าสารสกัดกึ่งบริสุทธิ์ที่ได้ไม่เป็นพิษต่อ PMBC ที่เลี้ยงไว้ในหลอดทดลองถึงแม้จะใช้ในความเข้มข้น 1,000 มคก./มล.การต้านการฝังตัวของตัวอ่อนให้สารสกัดเอทานอล (90%) ขนาด 100 มก./กก. กับหนูขาวที่ท้อง พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ต้านการฝังตัวของตัวอ่อน

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

แม้ในการศึกษาทางด้านพิษวิทยา และการทดสอบความเป็นพิษของเหงือกปลาหมอ ทั้งชนิดดอกสีม่วงและชนิดดอกสีขาว จะมีผลการศึกษาบ่งชี้ว่า ไม่มีพิษแต่อย่างไรก็ตาม การใช้สมุนไพรเหงือกปลาหมอก็คล้ายกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นนั้นก็ คือ ไม่ควรใช้ในขนาด และปริมาณที่สูง ใช้เป็นระยะเวลานาน เพราะอาจจะก่อให้เกิดความผิดปกติ หรือ ผลข้างเคียงต่อระบบต่างๆ ของร่างกายได้

ที่มา:disthai.com