เทพทาโร
ชื่อสมุนไพร : เทพทาโร
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น : ข่าต้น (ภาคกลาง), จะไคต้น, จะไคหอม (ภาคเหนือ), จวง, จวงหอม (ภาคใต้) ,มะแดกกะมางิง (มลายู), หวางจาง (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ :Cinnamomum porrectum (Roxb.) Kostern
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ :Cinnamum glanduliferum C. Nees., Cinnamomum sumatranum (Mig.)
Meissner, Cinnamomum parthenoxylon Meissn.
ชื่อสามัญ :Safrol laurel, Citronella laurel, True laurel
วงศ์ LAURECEAE

ถิ่นกำเนิดเทพทาโร
เทพทาโรเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียเขตร้อนโดยพบว่า มีเขตการกระจายพันธุ์ ตั้งแต่ทิเบต มณฑลยูนานในจีน อินเดีย เทือกเขาตะนาวศรีในพม่า เวียดนาม คาบสมุทรอินโดจีน จนถึงแหลมมลายู ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาะสุมาตรา รวมถึงเกาะอื่นๆ ในอินโดนีเซีย สำหรับในประเทศไทยสามารถพบเทพทาโร ได้ทั่วทุกภาคในประเทศ โดยจะพบขึ้นกระจัดกระจายเป็นกลุ่มบนเขาในป่าดงดิบที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 0-800 เมตร แต่จะพบมากในภาคใต้ ทั้งนี้เทพทาโรยังเป็นไม้พื้นเมืองที่เก่าแก่ของไทยโดยพบหลักฐานอ้างอิงครั้งแรกในสมัยสุโขทัยดังปรากฏ ในไตรภูมิพระร่วง ซึ่งได้กล่าวถึงพรรณพืชหอมในอุตตรภูรูทวีปที่ประกอบด้วย จาง จันทร์ กฤษณา คันธา เป็นต้น
ประโยชน์และสรรพคุณเทพทาโร
- แก้อาการปวดท้อง
- ช่วยขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหารให้เรอ
- ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ
- แก้ปวด รูมาติชึ่ม (น้ำมันเมล็ดเทพทาโร)
- แก้เสียดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ
- ช่วยขับโลหิต
- แก้วิงเวียน
- แก้อาเจียน
- แก้หอบหืด
- แก้ลมป่วง
- ช่วยถ่ายพยาธิ
- ช่วยถ่ายน้ำเหลือง
- แก้ปวดเมื่อยเคล็ดขัดยอก (น้ำมัน)
- แก้ผื่น (น้ำมัน)
- แก้บวม (น้ำมัน)
- ใช้ทาแผลสด (น้ำมัน)
- รักษาแผลเรื้อรัง (น้ำมัน)
- แก้อักเสบ (น้ำมัน)
- แก้แมลงสัตว์กัดต่อย (น้ำมัน)
- แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก (น้ำมัน)
- ทาริดสีดวงทวาร (น้ำมัน)
- รักษาแผลในหู (น้ำมัน)
- แก้ปวดฟัน

เทพทาโร จัดเป็นพืชไม้หอมที่มีคุณประโยชน์ต่างๆ มาตั้งแต่ในอดีตซึ่งได้ปรากฎหลักฐานการใช้ประโยชน์ของเทพทาโร หรือ จวงหอมตั้งแต่สมัยสุโขทัยดังปรากฎในไตรภูมิพระร่วง โดยกล่าวถึงการบูชาจักรรัตนะ ผู้คนจะแต่งตัว ทากระแจะจวงจันทน์ หรือ ในตอนกล่าวถึงแผ่นดินอุตตรกุรูทวีป มักจะใช้กระแจจวงจันทน์ตกแต่งศพ หรือ ตอนพระญาจักรพรรดิราชสวรรคต ก็จะชโลมด้วยกระแจจวงจันทน์และจิงเอาผ้าขาวอันเนื้อละเอียดนั้น มาตราสังศพพระญาจักรพรรดิราชนั้น เป็นต้น ความนิยมในเครื่องหอมกระแจจวงจันทน์ ยังมีสืบเนื่องมาถึงสมัยอยุธยาตอนต้นดังปรากฏในกฎหมายพิสูจน์ดำน้ำลุยเพลิง พ.ศ.1599 สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 อู่ทอง อีกด้วย
และในปัจจุบันได้มีการนำเทพทาโร มาใช้ประโยชน์ในงานแกะสลัก ในปัจจุบันซึ่งผู้ประกอบการได้ใช้เนื้อไม้ และรากทำผลิตภัณฑ์ไม้แกะสลัก ส่วนเศษไม้ที่เหลือจากการแกะสลักนำไปกลั่นน้ำมันหอมระเหย เศษเหลือจากการกลั่นน้ำมันหอมระเหยใช้ท้าธูปหอม กำยาน อีกด้วย อีกทั้งยังมีการนำเนื้อไม้ของเทพทาโรมาใช้ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ชิ้นไม้ส่วนรากนำมาห่อ ใส่ในตู้เสื้อผ้ากันมอด และแมลงอื่นๆ ได้ดี ส่วนน้ำมันหอมระเหยนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์ แชมพู สบู่ ยานวด และหัวเชื้อน้ำหอม ทำยาหม่อง ฯลฯ
รูปแบบและขนาดวิธีใช้เทพทาโร
ใช้แก้ไข้หวัด ตัวร้อน อาการไอเรื้อรัง ออกหัดตัวร้อน โดยใช้เมล็ดเทพทาโร ประมาณ 5-6 กรัม นำมาบดให้เป็นผงชง กับน้ำรับประทาน ใช้เป็นยาขับลมชื้อในร่างกาย แก้ไขข้ออักเสบโดยใช้ราก แห้ง 10-18 กรัม มาดองกับเหล้ารับประทาน ใช้เป็นแก้บิด โดยใช้เมล็ดเทพทาโร ประมาณ 5-8 กรัม นำมาต้มกับใบยูตาลิปตัสประมาณ 6-8 กรัม รับประทาน ใช้แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดเส้นเอ็น ให้ใช้รากเทพทาโร 20 กรัม โกฐหัวบัว 20 กรัม เจตมูลเพลิง 15 กรัม โกฐสอ 10 กรัม และโกฐเชียง 15 กรัม นำมาแช่กับเหล้ารับประทาน ใช้แก้ลมป่วง โดยใช้เปลือกต้นมาต้มกับน้ำดื่ม ใช้แก้สะอึก แก้ไข้โดยใช้เปลือกต้นมาฝนกับเปลือกหอยขมผสมกับน้ำซาวข้าว แล้วนำมาดื่ม ใช้แก้ปวดท้องแก้แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แก้แมลงสัตว์กัดต่อย แก้ปวดเมื่อย โดยใช้น้ำมันหอมระเหยจากส่วนต่างๆ ของเทพทาโร มาถูนวดบริเวณที่เป็นแก้หูน้ำหนวกโดยใช้น้ำมันหอมระเหยชุบสำลีนวดหู

ลักษณะทั่วไปของเทพทาโร
เทพทาโร จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูง 10-30 เมตร ไม่ผลัดใบหรือผลัดใบระยะสั้น เรือนยอดสีเขียวเข้มโปร่งถึงเป็นพุ่มกลมทึบลำต้นเรียบไม่มีพูพอน
เปลือกต้นสีเทาอมเขียว หรือเทาอมน้ำตาล แตก เป็นร่องตามยาวลำต้น เมื่อถากเปลือกออกเปลือกชั้นในมีสีน้ำตาลอมแดง มีกลิ่นหอมคล้ายการบูร กิ่งมีลักษณะอ่อนเรียว เกลี้ยง และมักมีคราบขาวเนื้อไม้มีสีเทาแกมน้ำตาล มีกลิ่นหอมฉุน มีริ้วสีเขียวแกมเหลือง เนื้อไม้เป็นมันเสื่อม เสี้ยนตรง หรือสับสน เป็นคลื่นบ้างเล็กน้อย เหนียวแข็งพอประมาณ
ใบ เป็นใบเดี่ยว ดอกออกตรง กันข้าม เรียงแบบเวียนสลับ มีลักษณะรูปรีแกมรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ผิวใบเกลี้ยง เนื้อใบค่อนข้างหนา ใบกว้างประมาณ 2.5-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5-20 เซนติเมตร ท้องใบมีนวลขาวอมเทา ใบอ่อนสีเขียว ใบแก่มีสีแดง มีเส้นใบหลัก 1 เส้น เส้นใบข้างโค้ง 3-7 คู่ นูนขึ้นทั้งสองด้าน ปลาบใบแหลม โคนใบสอบถึงมน ก้านใบเล็กเรียว สีเขียวอ่อน เขียวอมเหลืองหรือแดง ยาวประมาณ 1.2-3.5 เซนติเมตร

ดอก ออกเป็นช่อกระจุกคล้ายร่มยาวประมาณ 2.5-10 เซนติเมตร และใน 1 ช่อจะมีดอกย่อยประมาณ 13-14 ดอก มีขนาดเล็ก โดยจะออกตามปลายกิ่ง กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปไข่ มี 6 กลีบ สีขาวอมเขียวหรือสีเหลืองอ่อน ภายในดอกมีขนเล็กน้อย ดอกมีเกสรเพศผู้ 9 อัน ส่วนก้านช่อดอกมีลักษณะ เรียวมีความยาวประมาณ 5-6 เซนติเมตร
ผล ออกเป็นพองมีขนาดเล็กเกลี้ยง ทรงกลม หรือ ไข่กลับ เส้นผ่านศูนย์กลางยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร มีกลิ่นหอม ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่มีสีม่วงดำ ก้านผลเรียวยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ที่ขั้วมีกลีบเลี้ยงรูปถ้วย ไม่มีซี่หยักติดอยู่
ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
สำหรับการใช้เทพทาโรเป็นสมุนไพร สำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาด และปริมาณที่เหมาะสม ที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ อีกทั้งไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้ สำหรับเด็ก และสตรีมีครรภ์ไม่ควรใช้เทพทาโร เป็นสมุนไพร เนื่องจากยังไม่มีการศึกษาด้านความปลอดภัยอย่างชัดเจน ส่วนผู้ที่ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ที่ต้องทานยาต่อเนื่องเป็นประจำก่อนจะใช้เทพทาโรเป็นสมุนไพรควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้ง
ที่มา:disthai.com


































