หญ้าลิ้นงู
ชื่อสมุนไพร : หญ้าลิ้นงู
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น : ไป๋ฮวาเสอเสอเฉ่า, เสอเสอเฉ่า, สุ่ยเซี่ยนเฉ่า, จุ่ยจี้เช่า, จั่วจิเช่า (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Oldenlandia corymbose Linn.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ : Hedyotis corymbose (L.) Lamk.
ชื่อสามัญ : Snake needle grass., Hedyotis diffusae herba
วงศ์ : RUBIACEAE

ถิ่นกำเนิดหญ้าลิ้นงู
หญ้าลิ้นงู จัดเป็นพืชในวงศ์เข็ม (RUBIACEAE) ที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในเขตร้อนทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ของทวีปแอฟริกา บริเวณ เอธิโอเปีย จิบูตี และเอริเทรีย ต่อมาจึงได้มีการแพร่กระจายพันธุ์ไปยังแถบเอเชียกลางและเอเชียใต้ เช่นในโอมาน เยเมน ปากีสถาน และอินเดีย ในปัจจุบันสามารถพบได้ ในพื้นที่ภูมิอากาศเขตร้อนถึงร้อนชื้นแถบแอฟริกา ทะเลแคริบเบียนเอเชีย ออสเตรเลีย และในหมู่เกาะแถบแปซิฟิก สำหรับในประเทศไทยพบหญ้าลิ้นงู ได้มากในภาคกลางและภาคใต้บริเวณสองข้างทางที่รกร้างว่างเปล่าและตามชายป่าทั่วไป
ประโยชน์และสรรพคุณหญ้าลิ้นงู
- แก้ไข้ ตัวร้อน
- แก้ไข้ป่า (มาลาเรีย)
- แก้ปวดท้อง
- แก้ลำไส้อักเสบ
- แก้โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร
- ใช้ล้างแผลฝีบวม ฝีอักเสบ
- แก้แผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก
- ใช้ขับพิษร้อนถอนพิษไข้ ระบายพิษร้อน
- แก้ฝีในท้อง
- แก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ
- แก้ตับอักเสบ
- แก้ไส้ติ่งอักเสบ
- แก้ถุงน้ำดีอักเสบ
- ใช้ฆ่าพยาธิ
- ช่วยขับปัสสาวะ
- ช่วยลดอาการบวม
หญ้าลิ้นงู ถูกนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรทั้งในตำรายาไทยและตำรายาจีน

รูปแบบและขนาดวิธีใช้
ใช้แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้ป่า แก้ฝีในท้อง ปวดท้อง ลำไส้อักเสบ แก้โรคทางเดินอาหาร ขับปัสสาวะ ลดบวม แก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ตับอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ ฆ่าพยาธิ โดยนำทั้งต้นหญ้าลิ้นงูแห้ง 15-30 กรัม มาต้มกับน้ำดื่ม แต่หากเป็นต้นหญ้าลิ้นงู สดใช้ 20-40 กรัม
ใช้แก้ฝีบวม ฝีอักเสบ แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ใช้ต้นหญ้าลิ้นงูสดนำมาต้มเอาน้ำชะล้าง แล้วนำต้นหญ้าลิ้นงูสดอีกกำหนึ่งมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น
นอกจากนี้ในอินเดียยังมีการใช้หญ้าลิ้นงู ทั้งต้น มาต้มในนมกับน้ำตาลดื่มเพื่อบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนที่หน้าอกอันเนื่องมาจากรดไหลย้อนและรักษาโรคตับอักเสบ ในฟิลิปปินส์ มีการใช้หญ้าลิ้นงู มาต้มน้ำดื่มเพื่อรักษาโรคกระเพาะ ส่วนในอินโดนีเซียใช้หญ้าลิ้นงูนำมาต้มกับน้ำดื่ม รักษาไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลันอีกด้วย

ลักษณะทั่วไปของหญ้าลิ้นงู
หญ้าลิ้นงู จัดเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กอายุ 1 ปี มักออกคลุมดินแตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นมีขนาดเล็ก เป็นเหลี่ยมผิวเรียบเกลี้ยง เลื้อยยาวแผ่ไปตามดินโดยมีลักษณะเป็นข้อๆ 6-10 นิ้ว ส่วนยอดชูสูงขึ้น 15-50 เซนติเมตร ระหว่างข้อมีร่องเล็กๆ ตามความยาวของลำต้น
ใบหญ้าลิ้นงู เป็นใบเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามกัน ใบมีขนาดเล็กกว้าง 1.5-3.5 มิลลิเมตร และยาว 1.5-3 เซนติเมตร มีลักษณะเป็นรูปหอกเรียวแหลม โคนใบและปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบหยาบ แผ่นใบหนาเล็กน้อยมีสีเขียวเข้ม หลังใบคดงอ มองเห็นเส้นกลางใบเป็นร่องลึกยาว จากโคนใบถึงปลายใบ ใบหญ้าลิ้นงู ไม่มีก้านใบและมีหูใบขนาดเล็ก
ดอกหญ้าลิ้นงู ออกเป็นช่อกระจุก โดยจะแยกออกจากันเป็นคู่ๆ บริเวณง่ามใบ ซึ่งในช่อหนึ่งจะมีดอกย่อยขนาดเล็ก 2-5 ดอกช่อดอกมีความยาว 0.6-2 เซนติเมตร ส่วนดอกย่อยยาวประมาณ 2.5 มิลลิเมตร กลีบดอกแยกออกเป็นแฉก 4 แฉก กลีบดอกเป็นรูปกรวยสีขาว ด้านนอกมีขนปกคลุมมีเกสรเพศผู้ 5 อัน มีรังไข่ 2 อัน และมีก้านดอกยาว 0.6-2 เซนติเมตร
ผลหญ้าลิ้นงู มีลักษณะเป็นรูปทรงกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 มิลลิเมตร มีเส้นสี่มุม เปลือกนอกแข็ง เมื่อผลแก่บริเวณปลายผลจะแตกออก ภายในผลมีเมล็ดลักษณะเป็นเหลี่ยมๆ ขนาดเล็กๆ อยู่เป็นจำนวนมาก

การขยายพันธุ์หญ้าลิ้นงู
หญ้าลิ้นงู สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด ในประเทศไทยไม่พบการนำมาขยายพันธุ์แต่อย่างใด ส่วนมากจะเป็นการขยายพันธุ์ในธรรมชาติ สำหรับในประเทศจีนมีรายงานว่ามีการเพาะขยายพันธุ์เพื่อนำมาใช้เป็นสมุนไพรกันอย่างแพร่หลาย สำหรับวิธีการเพาะเมล็ดและการปลูกหญ้าลิ้นงู นั้นสามารถทำได้เช่นเดียวกันกับการเพาะเมล็ดและการปลูก ไม้ล้มลุกจำพวกหญ้าชนิดอื่นๆ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ เช่น “ดอกดาวเรือง ” ทั้งนี้หญ้าลิ้นงูเป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุยที่มีความชุ่มชื้นสูง
ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
สำหรับการใช้หญ้าลิ้นงู เป็นสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคต่างๆ นั้น ควรระมัดระวังในการใช้ เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดและปริมาณที่เหมาะสมที่ได้ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือ ใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสมุนไพรในระยะยาวได้
ที่มา:disthai.com


































