กระเบา
ชื่อสมุนไพร : กระเบา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น : กระเบาน้ำ, กระเบาเบ้าแข็ง, แก้วกาหลง (ภาคกลาง), เบา (ภาคใต้), กระตงดง (เชียงใหม่), ดงกระเบา (ลำปาง), หัวค่าง (ประจวบคีรีขันธ์), กุลากาหลง (ปัตตานี), กระเบาตึก (เขมร), ตั๋วฮ่งจี๊ (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hydnocarpus anthelminthicus Pierre ex Laness.
ชื่อสามัญ : Chaulmoogra
วงศ์ : Flacourtiaceae

ถิ่นกำเนิดกระเบา
กระเบา เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย แถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริเวณประเทศ พม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา, มาเลเซีย และมีการกระจายพันธุ์ไปยับบริเวณใกล้เคียง โดยจะสามารถพบได้ตามเขาหินปูน ป่าดิบ และตามชายป่าริมน้ำทั่วไป ที่มีความสูงไม่เกิน 1300 เมตร จากระดับน้ำทะเล สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ
ประโยชน์และสรรพคุณกระเบา
- แก้เสมหะเป็นพิษ
- ช่วยดับพิษทั้งปวง
- รักษาบาดแผลต่างๆ
- ใช้ฆ่าพยาธิผิวหนัง
- ใช้รักษาแผลสด
- ใช้ฆ่าพยาธิบาดแผล
- รักษากลากเกลื้อน
- แก้มะเร็ง
- รักษาอีสุกอีใส
- แก้คุดทะราด
- แก้ปวดบวมตามข้อ
- แก้โรคเรื้อน

รูปแบบและขนาดวิธีใช้
ใช้แก้เสมหะเป็นพิษ ดับพิษต่างๆ รักษาบาดแผล โดยใช้ราก และเนื้อไม้มาต้มกับน้ำดื่ม ใช้ฆ่าพยาธิบาดแผล รักษากลากเกลื้อน รักษาแผลสด โดยใช้ใบสดกระเบา มาตำให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล ใช้ทางรักษาโรคผิวหนังต่างๆ โรคเรื้อน กุฏฐังคุดทะราดกลากเกลื้อน แก้ปวดบวมตามข้อ โดยใช้ รากและเนื้อไม้ใช้แก้เสมหะเป็นพิษ ใช้แก้โรเรื้อนโดยใช้น้ำมันที่บีบจากเมล็ด 3 มล. น้ำนม 30 มล. น้ำเชื่อม 40 มล. น้ำ 160 มล.แล้วนำทั้งหมดต้มผสมกัน ใช้ดื่มหลังอาหารวันละ 3 เวลา ใช้รักษาอีสุกอีใส โดยใช้กระเบา 50 กรัม และกระเทียม 20 กรัม นำมาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำ 100 cc. จากนั้นนำมาต้มให้เดือดปล่อยให้เย็น แล้วจึงนำมาใช้ทาบริเวณที่เป็นแผลอีสุกอีใส

ลักษณะทั่วไปของกระเบา
กระเบา จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ประมาณ 10-20 เมตร ลำต้นเปลาตรง รูปทรงสูงโปร่ง ไม่ผลัดใบ เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีเทา หรือ เทาดำ ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับออกตามกิ่งโดยจะออกหนาทึบ
ใบ เป็นรูปหอกแกมรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมสอบเรียว โคนใบสอบหรือมน ขอบใบเรียบ เนื้อใบแข็งกรอบ เป็นสีเขียวเข้ม หลังใบเป็นมัน ส่วนท้องใบไม่เป็นมัน และมีสีอ่อนกว่ามีเส้นแขนงใบเห็นได้ชัด ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-20 เซนติเมตร
ดอก จะเป็นชนิดแยกเพศอยู่ต่างต้นกัน โดยดอกตัวผู้จะออกแบบเดี่ยวๆ ตามซอกใบซึ่งลักษณะดอกจะมีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ และมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมทั้งสองด้าน ซึ่งกลิ่นของดอกตัวผู้ของกระเบาใหญ่ จะหอมมาก เรียกกันว่า “แก้วกาหลง” และมีความยาวของก้านดอกประมาณ 1.5-3 ซม. ส่วนดอกตัวเมียจะออกตามซอกใบเป็นช่อสั้นๆ โดยแต่ละช่อจะมีดอกย่อย 5-10 ดอก มีกลีบเลี้ยง และกลีบดอกเหมือนดอกตัวผู้ แต่บริเวณตรงปลายเกสรตัวเมียจะมี 5 แฉก บริเวณรังไข่เป็นรูปไข่กับ และจะมีขนสั้นๆ คลุมอยู่
ผลเป็นรูปทรงกลม ผลมีขนาดกว้างประมาณ 6-12 เซนติเมตร ผิวเรียบเปลือกผลหนาแข็งเป็นสีน้ำตาล ผิดผลมีขนสั้นๆ คล้ายกำมะหยี่สีน้ำตาลคลุมอยู่ ในเนื้อผลเป็นสีขาวอมเหลือง มีเมล็ดสีดำอยู่ประมาณ 30-50 เมล็ด ส่วนเมล็ดมีลักษณะรูปรี หรือ รูปไข่เบี้ยว ปลายมนทั้งสองข้าง กว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร

การศึกษาทางพิษวิทยาของกระเบา
มีการศึกษาทางพิษวิทยาพบว่า ใบ และเมล็ดมีความเป็นพิษ ซึ่งมี cyanogenetic glycoside ที่เป็นพิษต่อมนุษย์
ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
- เมล็ดกระเบาส่วนมากในตำรายาต่างๆ จะนำมาใช้เป็นยาภายนอก แต่หากต้องการใช้ผสมกับตำราอื่นเพื่อรับประทาน จะต้องมีวิธีการกำจัดพิษในเมล็ดก่อนที่จะนำมาใช้ โดยผู้เชี่ยวชาญ หรือ อาจหาซื้อตามร้านค้าที่เชื่อถือได้ และได้รับอนุญาตจาก อย. และห้ามที่สำคัญรับประทานเกินจากขนาดที่กำหนด
- น้ำมันกระเบา ได้จากการบีบเมล็ด ห้ามนำมาใช้โดยไม่ผ่านความร้อนเนื่องจากมีสารไซยาไนต์ซึ่งเป็นพิษต่อกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และถึงแก่ความตายได้หากรับประทานเป็นจำนวนมาก
- เด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่ต้องรับประทานยาต่อเนื่องก่อนจะใช้กระเบาเป็นสมุนไพรสำหรับบำบัดรักษาโรคต่างๆ ตามตำรับตำรายาต่างๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ
ที่มา:disthai.com

































