“ศ.พิเศษ ภก.ดร.กฤษณา” ระบุการพัฒนาอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย ต้องเริ่มจากการดูแล “ดิน-วัตถุดิบต้นน้ำ” พร้อมชี้ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านความหลากหลายของพืชสมุนไพรและสภาพภูมิอากาศ หากบริหารจัดการแหล่งปลูกอย่างยั่งยืน จะช่วยยกระดับคุณภาพวัตถุดิบและลดการพึ่งพาการนำเข้าได้
เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2569 ที่ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และคณะผู้บริหาร เปิดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 “เชิดชูภูมิปัญญาไทย ต่อยอดเศรษฐกิจใหม่ ก้าวไกลสู่สากล” พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ พ.ศ. 2569 แก่ พ่อหมอสมุทร สารุ “หมอผู้ให้ด้วยใจเมตตา ครูภูมิปัญญาแห่งบ้านคางฮุง” หมู่ที่ 12 อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด และมอบโล่รางวัลปลูกไทยด้วยใจรักษ์ ประจำปี 2569 จำนวน 12 รางวัล
ภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษ “ยาของชาติ สมุนไพรของคนไทย : เส้นทางสู่ความยั่งยืนด้านสุขภาพ” โดย ศ.พิเศษ ภก.ดร.กฤษณา ไกรสินธ์ุ อดีตผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา องค์การเภสัชกรรม (GPO) กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาสมุนไพรไทยอย่างยั่งยืนว่า การผลักดันอุตสาหกรรมสมุนไพรจะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากให้ความสำคัญเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ แต่ละเลยคุณภาพของวัตถุดิบตั้งแต่ต้นทาง เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่แหล่งปลูก การจัดการดิน และการรักษาปริมาณสารสำคัญในพืชสมุนไพรให้เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตยา
ศ.พิเศษ ภก.ดร.กฤษณา ยกตัวอย่างกรณีขมิ้นชัน ว่า ในอดีตสามารถผลิตขมิ้นชันจากพื้นที่เดิมที่มีสารสำคัญสูงถึงร้อยละ 24 แต่เมื่อปลูกต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ได้ฟื้นฟูดิน ปริมาณสารสำคัญลดลงเหลือเพียงร้อยละ 7-8 สะท้อนให้เห็นว่าธาตุอาหารและอินทรียวัตถุในดินลดลง แม้ต้นขมิ้นยังเจริญเติบโตได้ตามปกติ แต่คุณภาพกลับลดลงอย่างมาก

“ปลูกขึ้นก็จริง แต่ถ้านำมาทำยาไม่ได้มาตรฐานก็ไม่มีประโยชน์ หากปล่อยไว้เช่นนี้ วันหนึ่งสารสำคัญอาจต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ร้อยละ 5 จนไม่สามารถใช้เป็นวัตถุดิบผลิตยาได้” ศ.พิเศษ ภก.ดร.กฤษณา กล่าว
นอกจากนี้ ปัจจุบันพบปัญหาการปลูกขมิ้นผิดชนิด โดยนำขมิ้นด้วงมาปลูกแทนขมิ้นชัน เนื่องจากเหง้ามีขนาดใหญ่และให้ผลผลิตสูง แต่ไม่มีสารออกฤทธิ์ทางยาตามที่ต้องการ แม้จะสามารถนำไปใช้เป็นสีผสมอาหารได้ แต่ไม่สามารถใช้ผลิตยาได้ นอกจากนี้ การควบคุมมาตรฐานผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากวัตถุดิบตั้งต้นไม่มีคุณภาพหรือปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ เพราะสุดท้ายผลิตภัณฑ์ก็ไม่สามารถมีคุณภาพตามที่ต้องการได้
ด้วยเหตุนี้ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบแปรรูปวัตถุดิบหลังการเก็บเกี่ยว โดยจัดทำรถแปรรูปเคลื่อนที่เพื่อให้สามารถนำสมุนไพรเข้าสู่กระบวนการแปรรูปได้ทันทีหลังขุดจากแปลง ลดการสูญเสียสารสำคัญ พร้อมใช้เทคโนโลยีไมโครเวฟในการอบแห้ง และมีรถตรวจวิเคราะห์คุณภาพวัตถุดิบในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรเห็นคุณภาพของผลผลิตอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ ศ.พิเศษ ภก.ดร.กฤษณา ยังเสนอให้การพัฒนาสมุนไพรไทยต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านสาธารณสุขและภาคการเกษตร โดยเฉพาะการปรับปรุงคุณภาพดินให้เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิด ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ภาคเกษตรมีความเชี่ยวชาญ พร้อมยกตัวอย่างพื้นที่โคกยามู อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ที่มีการพัฒนาดินตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 จนสามารถปลูกมะขามแขกที่มีสารสำคัญสูงได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพในการปลูกสมุนไพร แต่ปัจจุบันยังต้องนำเข้าวัตถุดิบมะขามแขกจากประเทศอินเดียและจีนเพื่อใช้ในการผลิตยา ดังนั้นสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาแหล่งปลูกและคุณภาพวัตถุดิบภายในประเทศยังเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ หากต้องการยกระดับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยให้สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
ศ.พิเศษ ภก.ดร.กฤษณา กล่าวอีกว่า กรณีที่กรมการแพทย์แผนไทยมีแนวคิดจะสร้างโรงแปรรูปวัตถุดิบ 4 แห่งทั่วประเทศนั้น ในหลักการถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อกังวล เช่น หากโรงแปรรูปตั้งอยู่ที่สงขลา แต่แหล่งปลูกอยู่ที่นราธิวาส หรือจังหวัดตรัง เกษตรกรก็ต้องขนวัตถุดิบมาไกล ซึ่งอาจไม่เหมาะสมและทำได้ยากวัตถุดิบหลายชนิดควรได้รับการแปรรูปใกล้แหล่งผลิตมากที่สุด เพราะจะช่วยรักษาคุณภาพและลดต้นทุนด้านการขนส่ง ตัวอย่างเช่น ประเทศตุรกี ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตน้ำมันกุหลาบ เขาจะตั้งเครื่องกลั่นน้ำมันกุหลาบไว้ใกล้กับแปลงปลูกเลย ไม่ต้องขนดอกกุหลาบไปไกลก่อนแปรรูป

“หากประเทศไทยสามารถพัฒนาเป็นหน่วยแปรรูปเคลื่อนที่ หรือรถแปรรูปที่เดินทางไปยังแหล่งปลูกในแต่ละพื้นที่ได้ ก็อาจเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์มากกว่าโรงแปรรูปขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่เพียงไม่กี่แห่ง” ศ.พิเศษ ภก.ดร.กฤษณา กล่าว
ศ.พิเศษ ภก.ดร.กฤษณา กล่าวว่า สำหรับข้อมูลโมเดลต่างๆในแต่ละภูมิภาคที่ทางมูลนิธิกฤษณา ไกรสินธุ์ ได้ดำเนินการร่วมกับเภสัชกรจิตอาสาและชุมชนในพื้นที่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ นั้นมีทั้งหมด 7 โมเดล คือ 1.ลังกาสุกะโมเดล : 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้โมเดลต้นแบบของทุกโมเดล ผลิตสมุนไพรในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เชื่อมโยงระบบสาธารณสุข โรงพยาบาลชุมชน และเขตบริการสุขภาพที่ 12
- ต้นน้ำ (การเพาะปลูก แหล่งวัตถุดิบคุณภาพสูง และสวนเกษตรสุขภาพ) : แหล่งผลิตหลักอยู่ในพื้นที่บ้านดอนยาง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี(ฟ้าทะลายโจร) และบ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาส(มะขามแขก) และยังมีสวนเกษตรสุขภาพอีก 4 แปลง ปลูกพืชสมุนไพร มะแว้งต้น, มะแว้งเครือ, มะขามแขกฟ้าทะลายโจร ไพลและพืชผักเครื่องแกง
- กลางน้ำ (การแปรรูปมาตรฐาน) : ดำเนินการแปรรูปเบื้องต้นบนรถแปรรูปและวิเคราะห์บนรถวิเคราะห์ที่โรงพยาบาลจะแนะ จ.นราธิวาส จำนวน 3 คัน การผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ที่โรงงานของโรงพยาบาลชุมชน และเขตบริการสุขภาพที่ 12
- ปลายน้ำ (การกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค): เน้นจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรที่ผลิตโดยใช้วัตถุดิบในพื้นที่ผ่านโรงพยาบาลจะแนะ ไปยังโรงพยาบาลต่างๆในพื้นที่เขตบริการสุขภาพที่ 12 โดยการขับเคลื่อนผ่านกระบวนควบคุมกำกับของหน่วยงานสาธารณสุข และยังส่งต่อวัตถุดิบที่แปรรูปเบื้องต้นออกนอกพื้นที่ไปยังบริษัท ทิปโก้ไบโอเทค จำกัด เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตขั้นสูงในระดับอุตสาหกรรมต่อไป
2.ช้างเผือกโมเดล : เครือข่ายสมุนไพรและผักเครื่องแกงไทย จ.เชียงใหม่ และ จ.น่าน
- ต้นน้ำ (การเพาะปลูก และวัตถุดิบ): แหล่งเพาะปลูกเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดิน อยู่ในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่(ขมิ้นชัน, อบเชย, ชาพันธุ์ปี และมะขาม) และพื้นที่ จ.น่าน(พืชผักที่เป็นส่วนผสมของเครื่องแกง)
- กลางน้ำ (การแปรรูปมาตรฐาน): ดำเนินการแปรรูปเบื้องต้นบนรถแปรรูปที่ รพ.บ้านตาก จ.ตาก(สามหมื่นโมเดล) โรงงานแปรรูปที่ จ.น่าน และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- ปลายน้ำ (การกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค): ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูปส่งขายเพื่อใช้เป็นส่วนผสมสำคัญของเครื่องแกงในโครงการ”นครน่านอุทยานเครื่องแกงไทย” รวมทั้งกระจายสินค้าไปสู่ตลาดพรีเมี่ยมผ่านมูลนิธิโครงการหลวง(ชาพันธุ์ปี)

3.พฤกษามณีโมเดล: อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรีโมเดลการจัดการพืชเศรษฐกิจและสมุนไพรในพื้นที่ภาคกลาง เชื่อมโยงระบบสาธารณสุขและโรงพยาบาลชุมชน
- ต้นน้ำ (การเพาะปลูกและวัตถุดิบ): แหล่งผลิตหลักอยู่ในพื้นที่สวนของ โรงพยาบาลมวกเหล็ก และ สวนลุงบิล พืชเศรษฐกิจและสมุนไพรหลัก ได้แก่ ผักเคล, มะแว้งต้น, มะแว้งเครือ, และมะขามแขก
- กลางน้ำ (การแปรรูปมาตรฐาน): ดำเนินการแปรรูปเบื้องต้นด้วย โรงงานมาตรฐาน modular ภายในโรงพยาบาลมวกเหล็กและโรงงานในพื้นที่
- ปลายน้ำ (การกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค): เน้นจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผักเคลและสมุนไพรในพื้นที่เพื่อสุขภาพของชุมชน มีการส่งต่อวัตถุดิบออกนอกพื้นที่ผ่านเครือข่ายของ ลังกาสุกะโมเดล นอกจากนี้ยังมีอีก 2 โมเดลที่ดำเนินการในลักษณะคล้ายๆกันคือ สามหมื่นโมเดล และจัมปาศรีโมเดล
4.ค้ำคูณโมเดล: จ.ขอนแก่น (โครงการสมุนไพรบำบัดและสร้างอาชีพ) โมเดลบูรณาการหนุนเสริมอาชีพโดยเน้นให้กลุ่มผู้พิการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อความยั่งยืนของชุมชน
- ต้นน้ำ (การเพาะปลูก): เน้นการปลูกและดูแลสมุนไพรหลักคือ มะแว้งต้น และ มะแว้งเครือ โดยกลุ่มผู้พิการในพื้นที่ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น
- กลางน้ำ (การแปรรูปเบื้องต้น): คัดแยกและแปรรูปวัตถุดิบขั้นต้น ณ ศูนย์ค้ำคูณ ยกระดับจากสวนสู่กระบวนการที่พร้อมสำหรับภาคอุตสาหกรรม
- ปลายน้ำ (การตลาดระดับอุตสาหกรรม): ขนส่งและส่งต่อวัตถุดิบที่แปรรูปเบื้องต้นออกนอกพื้นที่ไปยัง บริษัท ทิปโก้ไบโอเทค จำกัดเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตขั้นสูงในระดับอุตสาหกรรมต่อไป
5.อันดามันโมเดล : เครือข่ายยาสมุนไพรครบวงจร เป็นโครงการบริหารจัดการสมุนไพรอย่างเป็นระบบในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ (สตูล, พังงา, ตรัง, สงขลา, พัทลุง) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์สุขภาพและส่งออกวัตถุดิบคุณภาพสูง
- ต้นน้ำ (แหล่งวัตถุดิบคุณภาพ): ปลาไหลเผือก และพริกไทยคุณภาพ เป็นสมุนไพรเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ อ.ละงู และ อ.ทุ่งหว้า (สุไหงอุเป) จังหวัดสตูล รวมถึงพื้นที่จังหวัดพังงา รวมถึงมีเครือข่ายสมุนไพรจากกลุ่มชาติพันธุ์มานิ(บ้านโหล๊ะหาร อ.ป่าบอน จ.พัทลุง) ร่วมเป็นแหล่งวัตถุดิบ และมีการเชื่อมโยงวัตถุดิบข้ามภูมิภาค โดยนำเข้าอบเชยคุณภาพสูง จาก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ มาร่วมในกระบวนการผลิตด้วย
- กลางน้ำ (การแปรรูปและวิเคราะห์มาตรฐาน): โรงงานผลิตยาสมุนไพรในโรงพยาบาลเครือข่ายหลัก 7 แห่ง ในเขตสุขภาพที่ 12 (ครอบคลุม ตรัง, สตูล, พัทลุง, สงขลา, ยะลา, ปัตตานี, นราธิวาส) เช่น รพ.ละงู (สตูล), รพ.ห้วยยอด (ตรัง), รพ.ป่าพะยอม (พัทลุง) และยังมีการตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพมาตรฐานสากล โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 12/1 ตรัง และ 12 สงขลา
- ปลายน้ำ (การตลาดและการกระจายสินค้า): แปรรูปพริกไทยเบื้องต้นส่งไปยัง จังหวัดน่านเพื่อใช้เป็นส่วนผสมสำคัญของเครื่องแกงในโครงการ “นครน่านอุทยานเครื่องแกงไทย”รวมทั้งกระจายสินค้าและตลาดพรีเมียม ส่งวัตถุดิบไปยังครัววังทิพย์และภาคเอกชนที่จะส่งออกไปต่างประเทศ
ที่มา:hfocus.org































