หมาก
ชื่อสมุนไพร : หมาก
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น : หมากเมีย (ทั่วไป), หมากสง (ภาคใต้), เซียด (นครราชสีมา), มะ (ตราด), เค็ด, พลา, สะลา (เขมร), สีซะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หมากมู้ (ไทยใหญ่), ปีแน (มลายู), ปิงหวาง (จีนกลาง), ปีงน๊อ (จีนแต้จิ๋ว)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Areca catechu Linn.
ชื่อสามัญ : Betel palm, Betel Nuts, Areca nut, Areca palm, Areca nut palm
วงศ์ : ARECACEAE – PALMAE

ถิ่นกำเนิดหมาก
หมากมีถิ่นกำเนิดมาจากที่ใด เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานเด่นชัด แต่มีหลักฐานที่พบจะเชื่อถือได้ว่า มีหนังสือเรื่องหมากเขียนขึ้นในสมัยมาร์โคโปโล และมีผู้ค้นพบหนังสือที่เขียนขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1593 (พ.ศ.2136) โดยให้ชื่อต้นหมากป่าที่พบว่า พินลาง (Pinlang) ซึ่งคำนี้เป็นชื่อเรียกต้นหมาก ในแหลมมลายูและสุมาตราในปัจจุบัน
ส่วนอีกข้อมูลหนึ่งระบุว่าหมาก มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย และในปัจจุบันก็ยังสามารถพบได้ในเขตร้อนหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก รวมถึงบางส่วนของทวีปแอฟริกา เช่นประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย
สำหรับประเทศไทย สันนิษฐานกันว่าการปลูกหมากคงจะมีการปลูกนานกว่า 700 ปีมาแล้ว ทั่งนี้เพราะในสมัยกรุงสุโขทัย ได้มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าการปลูกหมากเกิดขึ้นแล้วในสมัยนั้น ซึ่งได้แก่ หลักศิลาจารึก หลักที่ 1

ประโยชน์และสรรพคุณหมาก
- เป็นยาขับพยาธิในสัตว์
- แก้ท้องเดิน ท้องเสีย
- ช่วยขับพิษ
- ทาแก้คัน
- ขับปัสสาวะ
- แก้ปากเปื่อย
- ช่วยสมานแผลทำให้เลือดหยุดไหล และแผลหายเร็ว
- ทำให้เหงือก และฟันแข็งแรง
- ยับยั้งการไหลของหนองเวลาเป็นแผล
- แก้ปวดแน่นท้อง
- เป็นยาเบื่อพยาธิ
- รักษาน้ำกัดเท้า
- ช่วยขับน้ำในกระเพาะลำไส้
- ช่วยในการย่อยอาหาร
- ช่วยลดอาการบวมน้ำ
- ช่วยบำรุงธาตุ
- แก้โรคเบาหวาน
- แก้พิษผิดสำแดง
- แก้พิษร้อนภายใน
- แก้พิษไข้ร้อน
- แก้ไข้
- แก้หวัด
- ช่วยฆ่าพยาธิบาดแผล
- ช่วยขจัดรอยแผลเป็น
- ใช้รักษาหูด
- จะช่วยป้องกันอาการของโรคต้อหิน หรือ ความดันภายในลูกตาเพื่อไม่ให้สูงผิดปกติได้

รูปแบบและขนาดวิธีใช้
- ใช้เป็นยาแก้โรคเบาหวาน ด้วยการใช้หมากที่กินกับพลูแบบสด 1 ลูก นำมาผ่าเป็น 4 ซีก ต้มกับน้ำ 1 ลิตร จนเดือดหรือประมาณ 10 นาที ใช้ดื่มก่อนอาหารครั้งละครึ่งแก้วเช้า กลางวัน และเย็น เมื่อนำตาลในเลือดลดลงก็ให้นำมาต้มดื่มแบบวันเว้นวันได้
- แก้พิษผิดสำแดง โดยใช้ รากหมากใช้ผสมกับรากมะพร้าว รากมะกอก รากมะปรางเปรี้ยว รากมะปราง หวาน ลูกกระจับน้ำ ลูกบัวหลวง เกสรบัวหลวง และหัวแห้วต้มกิน
- รากหมากนำมาต้มกับน้ำเป็นยาแก้พิษร้อนภายใน แก้พิษไข้ร้อน หรือ จะใช้ใบนำมาต้มกับน้ำกิน และอาบเป็นยาแก้ไข้ แก้หวัดก็ได้ ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ เช่น พยาธิตัวกลม พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ ด้วยการใช้เนื้อในผลหมาก นำมาบดให้เป็นผง โดยใช้ประมาณ 50-60 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินในขณะท้องว่าง
- เมล็ดเป็นยาสมานทั้งภายนอกและภายใน ช่วยสมานแผลทำให้เลือดหยุดไหล และแผลหายเร็ว ด้วยการใช้เมล็ดหรือเนื้อหมาก สดนำมาปิดบริเวณบาดแผล เมล็ดใช้ฝนทารักษาแผลเน่าเปื่อย แผลเป็น ช่วยฆ่าพยาธิบาดแผล ขจัดรอยแผลเป็น
- ใช้รักษาหูด ด้วยการใช้ผลดิบ 1 ผล (ผลหมากที่สุกแก่แต่ยับดิบอยู่) นำมาฝานเอาเนื้อในออกมาเป็นชิ้นๆ เหมือนการเตรียมหมาก เพื่อกิน หลังจากนั้นนำไปย่างไฟให้ร้อน แล้วรีบนำมาพอกทับปิดที่หัวหูดทันที จะช่วยทำให้หัวหูดหลุดลอกออกมาได้ ช่วยรักษาโรคน้ำกัดเท้า ด้วยการนำผลหมากมาผ่าเป็น 4 ซัก แล้วใช้ทั้งเปลือก และเนื้อในถูทาบริเวณที่ถูกน้ำกัดเท้าจนเกิดแผลบ่อยๆ ทุกวัน
- นอกจากนี้ในตำรายาโบราณได้กล่าวไว้ว่า หากนำเอาเนื้อของผลหมากและเมล็ดฟักทอง มาต้มรวมกับน้ำตาลทราย ดื่มพร้อมกับน้ำจะช่วยในการขับพยาธิชนิดต่างๆ เช่น พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ และพยาธิตัวกลมได้เป็นอย่างดี หรือ หากนำผลหมากสุกมาต้มกินกับน้ำแล้ว จะช่วยป้องกันอาการของโรคต้อหิน หรือ ความดันภายในลูกตาเพื่อไม่ให้สูงผิดปกติได้ นอกจากนี้ยังสามารถ ช่วยขับปัสสาวะได้อีกด้วย

ลักษณะทั่วไปของหมาก
หมากจัดเป็นไม้ยืนต้นจำพวกปาล์ม มีความสูงของต้นประมาณ 10-15 เมตร ลำต้นตั้งตรง เป็นต้นเดี่ยวไม่แตกกิ่งก้าน ลักษณะของลำต้นเป็นรูปทรงกระบอก มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8-15 เซนติเมตร เปลือกลำต้นเป็นรอยขวั้นรอบๆ ขึ้นไปตลอดลำต้น ในระยะแรกจะเจริญเติบโตด้านกว้างและด้านสูง แต่หลังจากหยุดการเจริญเติบโตจะเจริญเติบโตด้านความสูง ต้นหมากมีตายอดส่วนปลายสุดของลำต้น ถ้ายอดตายหมากจะตาย ตายอดจะเป็นที่เกิดของใบหลังจากใบร่วงหล่นจะทิ้งรอยติดของใบไว้ เรียกว่าข้อ ข้อของต้นหมากสามารถคำนวณหาอายุหมากได้ 1 ปี โดยหมากจะมีใบหรือข้อเพิ่มขึ้น 5 ใบ หรือ 5 ข้อ ต้นหมากจะมีเนื้อเป็นเสี้ยนยาวจับตัวกันแน่นบริเวณเปลือกนอกลึกเข้าไปประมาณ 2 เซนติเมตร แต่ส่วนกลางของลำต้นเป็นเสี้ยนไม่อัดแน่น และมีเนื้อไม้อ่อนนุ่มคล้ายกับฟองน้ำ จึงทำให้ต้นหมากเหนียวและสามารถโยกเอนได้
ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงเวียนหนาแน่นที่ปลายยอด ก้านใบรวมยาวได้ประมาณ 130-200 เซนติเมตร ลักษณะของใบย่อยรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบเรียวแคบ ใบอ่อนมีรอยแยก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 50-70 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบหนามีกาบใบหุ้มลำต้น

ดอกหมากหรือจั่นหมาก จะเกิดที่ซอกโคนก้านใบหรือกาบหมาก ดอกออกรวมกันเป็นช่อใหญ่ประกอบด้วย แกนกลาง หรือ โคนจั่นยึดติดอยู่ข้อของลำต้น และก้านช่อดอกเป็นเส้นยาวๆ จำนวนมากแตกออกจากแกนกลาง ก้านช่อดอกแต่ละเส้นจะมีดอกหมากติดอยู่ทั้งดอกตัวผู้ และดอกตัวเมีย โดยดอกตัวผู้จะอยู่ที่ส่วนปลายและดอกตัวเมียจะอยู่ที่ส่วนโคน เมื่อกาบหุ้มจั่นแตกออก ดอกตัวผู้จะบานจากปลายกิ่งแขนงไปหาโคนแขนง หรือ อาจจะบานก่อนกาบหุ้มจั่นแตกออกก็ได้ ดอกตัวผู้จะใช้เวลาประมาณ 21 วัน จึงหมดหลังจากนั้นอีกประมาณ 5 วัน ดอกตัวเมียจะเริ่มบานเป็นเวลาประมาณ 3-5 วัน ดอกตัวเมียทีได้รับการผสมละอองเกสรแล้วจะเจริญเติบโตเป็นผลหมากต่อไป
ผลออกเป็นทะลาย ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม รูปกลมรี รูปไข่ รูปไข่ปลายแหลม หรือ เป็นรูปกระสวยขนาดเล็ก โดยเฉลี่ยแล้วผลที่รวกมันเป็นทะลาย ในหนึ่งทะลายจะมีผลอยู่ประมาณ 10-150 ผล ผิวผลเรียบ มีกลีบเลี้ยงติดเป็นขั้วผล ผลมีขนาดกว้างประมาณ 5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ผลดิบ หรือ ผลสดเปลือกผลจะเป็นสีเขียวเข้ม เรียกว่า “หมากดิบ” ผลเมื่อแก่เปลือกผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มทั้งผลหรือสีแดงแกมส้ม เรียกว่า “หมากสุก” หรือ “หมากสง” ผลประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ เปลือกชั้นนอก, เปลือกชั้นกลาง, เปลือกชั้นใน, และส่วนของเมล็ดหรือเนื้อหมาก เมื่ออ่อนจะนิ่ม เนื้อส่วนผิวจะมีลายเส้นสีเหลืองถึงสีน้ำตาล ส่วนเนื้อจะเป็นสีเหลืองอ่อนๆ ถึงสีเหลืองเข้มอมแดง ภายในผลมีเมล็ดเดียว

การศึกษาทางพิษวิทยาของหมาก
มีรายงานความเป็นพิษของเมล็ดทำให้เกิดการก่อกลายพันธุ์ เนื้องอกและมะเร็ง โดยพบว่าคนที่กินหมากมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งในช่องปากมากกว่าคนปกติ และยังมีรายงานว่าการเคี้ยวหมากอาจทำให้เกิดอาการลิ้น และเหงือกเป็นฝ้าขาว เกิดเส้นใยใต้เยื่อเมือก และการเกิดมะเร็งในช่องปาก ในที่สุดซึ่งน่าจะมาจากสาร Cytotoxic และ Teratogenic N- nitrosamines
ซึ่งในปัจจุบันแพทย์ได้พบหลักฐานว่า การกินหมากมากเป็นประจำจะทำให้คนกินเป็นโรคมะเร็งปาก เพราะหมาก มีสารก่อมะเร็งที่เหมือนกับบุหรี่หลายตัว และจากการสำรวจยังพบว่า การกินหมากจะเพิ่มโอกาสการเป็นโรคหัวใจ โรคหืด และโรคเบาหวานได้อีกด้วย โดยเฉพาะ 90% ของคนที่กินหมากมักจะเป็นมะเร็งช่องปาก เนื่องจากพิษหมากไปทำให้เยื่อเมือกในเซลล์ปากเปลี่ยนแปลง จนในที่สุดแก้มจะแข็ง ทำให้ผู้ป่วยอ้าปากไม่ได้

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
- การเคี้ยวหมาก อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายปี อาจก่อให้เกิดมะเร็งในช่องปากได้
- สาร Arecoline ที่พบในเมล็ดหมาก มีคุณสมบัติกระตุ้นการทำงานของหัวใจ แรงดันโลหิต ปริมาณของน้ำตาลกลูโคสในสมองดังนั้น จึงควรระมัดระวังในการใช้
- ในการใช้หมาก เพื่อต้องการสรรพคุณทางยานั้นควรใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เช่น ถ้าเป็นเนื้อในผล ยาแห้ง ให้ใช้ครั้งละ 5-10 กรัม ส่วนเปลือกผล ยาแห้ง ให้ใช้ครั้งละ 6-20 กรัม ถ้าใช้เป็นยาขับถ่ายพยาธิ ให้ใช้เนื้อผลได้ถึง 50-80 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินตอนท้องว่าง หรือ บดเป็นผงกิน และไม่ควรใช้เกินขนาดที่ระบุ รวมถึงใช้เป็นระยะเวลานานจนเกินไป
ที่มา:disthai.com
































