หน้าแรก รอบรู้สมุนไพร ขันทองพยาบาท ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ

ขันทองพยาบาท ประโยชน์ดีๆ สรรพคุณเด่นๆ

1
0

ขันทองพยาบาท

ชื่อสมุนไพร : ขันทองพยาบาท
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น : มะดูกเลื่อม (ภาคเหนือ), หมากดูก (ภาคอีสาน), กระดูก (ภาคใต้), ขันฑสาร, ช้องรำพัน (จันทบุรี), ดูกหิน (สระบุรี), ขันทอง (พิษณุโลก), ขนุนดง (เพชรบูรณ์), ข้าวตาก (กาญจนบุรี), ขุนทอง, คุณทอง (ประจวบคีรีขันธ์), ป่าช้าหมอง (แพร่), เหมืองโลด (เลย), มะดูกดง (ปราจีนบุรี), ขอบนางนั่ง (ตรัง), เหล่ปอ (กะเหรี่ยง)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Suregada multiflora (A. Juss.) Baill.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ : Gelonium multiflorum A. Juss., Suregada affinis (S.Moore) Croizat, Gelonium bifarium Roxb. ex Willd.
ชื่อสามัญ :False lime
วงศ์ :EUPHORBIACEAE

ถิ่นกำเนิดขันทองพยาบาท

ขันทองพยาบาท เป็นพันธุ์พืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของทวีปเอเชียบริเวณเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ในประเทศ อินเดีย บังกลาเทศ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา และในคาบสมุทรมลายู เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น สำหรับในประเทศไทยพบทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าละเมาะ และชายป่าที่แห้งแล้ง ที่มีความสูงไม่เกิน 500 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ประโยชน์และสรรพคุณขันทองพยาบาท

  • แก้น้ำเหลืองเสีย
  • แก้โรคผิวหนัง
  • แก้ไข้
  • แก้พิษในกระดูก
  • แก้มะเร็งคุดทะราด
  • แก้กามโรค
  • แก้กลากเกลื้อน
  • แก้ลมพิษ
  • แก้ประดงผื่นคัน
  • แก้ประดง
  • ใช้ฆ่าพยาธิ
  • แก้โรคเรื้อน
  • แก้ลม
  • แก้โลหิตเป็นพิษ
  • แก้โรคตับพิการ
  • แก้ปอดพิการ
  • ช่วยรักษามะเร็ง
  • รักษามะเร็งคุด
  • เป็นยาระบาย
  • ใช้รักษาโรคผิวหนัง
  • แก้ผื่นคัน
  • ใช้รักษาเหงือกอักเสบ
  • เป็นยาบำรุงเหงือก

รูปแบบและขนาดวิธีใช้

แก้น้ำเหลืองเสียโดยการนำรากแห้งมาต้มกับน้ำดื่ม, แก้ไข้, แก้กามโรค, แก้พิษในกระดูก, แก้โลหิตเป็นพิษ โดยใช้เนื้อไม้ หรือ แก่นขันทองพยาบาท ตากให้แห้งแล้วนำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือ ใช้ฝนกับหินแล้วผสมน้ำดื่ม บำรุงเหงือก ใช้รักษาเหงือกอักเสบ ทำให้ฟันทน เหงือกแข็งแรง โดยใช้เปลือกมาต้มกับน้ำแล้วใช้อมบ้วนปากหลังแปรงฟัน ใช้รักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคัน รักษาโรคเรื้อน กลากเกลื้อน มะเร็งคุด โดยใช้เปลือกต้นนำมาต้มแล้วพอก หรือ ตำคั้นเอาแต่น้ำนำมาใช้ทาบริเวณที่เป็น

ลักษณะทั่วไปของขันทองพยาบาท

  • ขันทองพยาบาท จัดเป็น ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 7-15 เมตร เป็นพันธุ์ไม้ที่มีทรงพุ่มแน่นทึบ ลำต้นตั้งตรง เปลือกต้นมีสีน้ำตาลแก่ ผิวบางเรียบ ส่วนกิ่งก้านกลมสีเทา กิ่งมักจะห้อยลง และบริเวณกิ่งมีขนรูปดาวขึ้นปกคลุม และมีเนื้อไม้สีขาว
  • ใบเป็นใบเดี่ยว แบบเรียงสลับโดยจะออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานแกมรูปหอก ปลายใบแหลม หรือ มน โคนใบแหลม เนื้อใบมีลักษณะหนา และเหนียว หลังใบเรียบลื่นเป็นมัน ท้องใบเรียบ มีสีอ่อนกว่าหลังใบ ผิวใบด้านล่างมีต่อมสีเหลือง และมีขนเป็นรูปดาว ส่วนขอบใบจักเป็นซี่ฟัน ใบมีความกว้างประมาณ 4-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ส่วนก้านใบยาว 2-5 มิลลิเมตร และส่วนของหูใบมีขนาดเล็กประมาณ 2 มิลลิเมตร
  • ดอกออกเป็นกระจุกมีสีเขียวอมเหลืองอ่อน มีกลิ่นหอม โดยจะออกเป็นช่อสั้นๆ ตรงซอกใบ โดยแต่ละช่อจะมีดอกย่อย ช่อละ 5-10 ดอก มีใบประดับยาว 1 มม. กว้างประมาณ 0.8 มม. เป็นรูปหอก ตรงปลายแหลม ดอกเป็นแบบแยกเพศ แยกต้น ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศผู้ มีขนาด 2.5 มิลลิเมตร มีเกสรเพศผู้ 35-60 อัน ส่วนดอกเพศเมีย ลักษณะเหมือนดอกเพศผู้ โดยมีรังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มีขนหนาแน่น รังไข่มี 3 ช่อง ก้านเกสรตัวเมีย 3 อัน
  • ผลเป็นดอกเดี่ยวแต่ออกเป็นกระจุก มีลักษณะเกือบกลม ผิวผลเกลี้ยง มีขนาดประมาณ 2-5มิลลิเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนสีเหลืองอมส้ม แตกตามพู มีพู 3 พู ภายในผลจะมีเมล็ดอยู่ 3 เมล็ด เมล็ดค่อนข้างกลม หนึ่งผลมี 3 เมล็ด ตามพูๆ ละ 1 เมล็ด มีขนาด 7-8 มิลลิเมตร สีน้ำตาลเข้ม และมีเนื้อบางๆสีขาว (aril) หุ้มเมล็ดอยู่

ข้อแนะนำและข้อควรระวัง

  1. เนื้อไม้ขันทองพยาบาท มีพิษทำให้เมา ดังนั้นในการใช้เป็นสมุนไพรจึงควรระมัดระวังในการใช้
  2. ในการใช้ส่วนต่างๆ ของขันทองพยาบาทเป็นสมุนไพรควรระมัดระวังการใช้เช่นเดียวกันกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นๆ โดยควรใช้ในขนาดที่พอดีที่ระบุไว้ในตำรับตำรายาต่างๆ ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือ ใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ ส่วนเด็กสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยโรคเรื้อรังรวมถึงผู้ทีต้องรับประทานยาต่อเนื่อง ก่อนจะใช้ขันทองพยาบาทเป็นสมุนไพร ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ

ที่มา:disthai.com