ผักแพวสมุนไพรพื้นบ้านหลากหลายชื่อโดยขึ้นอยู่กับท้องถิ่น เช่น พริกม้า พริกม่า เรียกกันในภาคอีสานและภาคกลางตอนบน หอมจันทร์ นิยมเรียกในภาคกลาง ผักไผ่ พบได้ทั่วไปในภาคเหนือ นอกจากนี้ในภาคอีสานยังเรียกจันทน์โฉม จันทน์แดง เป็นต้น

ลักษณะของผักแพว
- ลำต้นเป็นพืชล้มลุก สูงประมาณ 30-50 เซนติเมตร
- ใบเป็นใบเดี่ยว รูปหอกแกมรูปไข่ ปลายใบแหลม
- ดอกเป็นช่อสีขาวหรือชมพู
- ผลมีขนาดเล็ก

สรรพคุณของผักแพว
1.เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ชะลอวัย: ใบผักแพวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ชะลอวัย ป้องกันโรคต่างๆ
2.ต้านมะเร็ง: การทานผักแพว ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง
3.ป้องกันโรคหัวใจ: ใบผักแพวช่วยป้องกันโรคหัวใจ
4.เจริญอาหาร: ใบผักแพวช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร
5.บำรุงประสาท: รากผักแพวช่วยบำรุงประสาท
6.เลือดลมเดินสะดวก: รสเผ็ดของผักแพว ช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก
7.รักษาหวัด: ใบผักแพวช่วยรักษาหวัด
8.ขับเหงื่อ: ดอกผักแพวช่วยขับเหงื่อ
9.รักษาโรคปอด: ดอกผักแพวช่วยรักษาโรคปอด
10.รักษาหอบหืด: รากผักแพวช่วยรักษาหอบหืด
11.แก้ไอ: รากผักแพวช่วยแก้อาการไอ
12.ขับถ่ายดี: ใบผักแพวมีไฟเบอร์สูง ช่วยขับถ่าย ป้องกันท้องผูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่
13.แก้ลม ท้องอืด: ใบและยอดผักแพวช่วยแก้ลม ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
14.รักษาโรคกระเพาะอาหาร: รากผักแพวช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร แก้กระเพาะอาหารพิการ
15.แก้ท้องเสีย: ใบ ดอก ต้นรากผักแพวช่วยแก้ท้องเสีย อุจจาระพิการ
16.แก้ปวดท้อง: ใบ ดอก ต้นรากผักแพวช่วยแก้อาการปวดท้อง
17.แก้ท้องรุ้งพุงมาน: ใบ ดอก ต้นรากผักแพวช่วยแก้อาการท้องรุ้งพุงมาน
18.รักษาพยาธิตัวจี๊ด: ใบผักแพวทานติดต่อกัน 5-8 วัน รักษาพยาธิตัวจี๊ด
19.ขับปัสสาวะ: ลำต้นผักแพวช่วยขับปัสสาวะ
20.รักษาริดสีดวง: ราก ต้น ใบ ดอกผักแพวใช้รักษาริดสีดวง
21.รักษาโรคตับแข็ง: ใบผักแพวช่วยรักษาโรคตับแข็ง
22.ลดอาการอักเสบ: ใบผักแพวช่วยลดอาการอักเสบ
23.แก้ผดผื่นคัน: ใบหรือทั้งต้นผักแพว คั้นหรือตำผสมกับเหล้าขาว ทาแก้ผดผื่นคัน
24.แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย: รากผักแพวช่วยแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย
25.แก้ปวดข้อ ปวดกระดูก: รากผักแพวช่วยแก้ปวดข้อ ปวดกระดูก
26.แก้เส้นประสาทพิการ: ใบ ดอก ต้นรากผักแพวช่วยแก้เส้นประสาทพิการ แก้เหน็บชา
27.บำรุงเลือดลม: ใบ ดอก ต้นรากผักแพวใช้บำรุงเลือดลมของสตรี

ข้อควรรู้: ผักแพวมี 2 ชนิด คือ ผักแพวแดงและผักแพวขาว นิยมใช้คู่กันเป็นยาสมุนไพร
หมายเหตุ: ข้อมูลในข้อความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ หากมีปัญหาสุขภาพ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ที่มา:sanook.com


































